Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

สิงคาลกสูตร

เศรษฐีสั่งลูกชายให้ไหว้ทิศ

ยามรุ่งอรุณภายนอกกำแพงพระนครราชคฤห์ แสงสุรีย์เปล่งประกายอันสดใสเป็นประหนึ่งโคมทองส่องชีวิต ปลุกสรรพสัตว์ที่กำลังหลับไหลให้ตื่นขึ้นมาทำภาระกิจของตน เมื่อแสงสุริยาจ้าจรัสสาดแสงส่องสู่ภายในพระนคร ทำให้เห็นประชาชนต่างเดินกันขวักไขว่ออกมาทำหน้าที่ตามฐานะและวรรณะของตน นับตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์  สมณะพราหมณ์ พ่อค้าและประชาชนทั่วไป แม้แต่สัตว์อย่างเช่นวัว ก็ออกเดินปะปนกับผู้คนอย่างองอาจสง่างาม มีศักดิ์ศรีสูงส่งไม่ต่างจาก สมณะพราหมณ์วรรณะสูง ออกเดินตามตรอกซอกซอยหาอาหารจากศาสนิก ผู้ที่เคารพนับถือเพื่อประทังชีวิต

เช้าวันนี้ บุตรเศรษฐีนามว่าสิงคาลกะ ได้เดินออกมาภายนอกกำแพงพระนครตามคำสั่งของบิดาก่อนที่จะอำลาจากโลกนี้ ไปทราบว่า บิดามารดาของสิงคาลกะ เป็นมหาเศรษฐีมีความศรัทธาเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งสองล้วนได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน แต่บุตรชายของเขาหามีความเลื่อมใสศรัทธาในพระศาสดาไม่ แม้บิดามารดาจะชักชวนเพื่อไปเฝ้าพระศาสดาหรือพระสาวก ของพระศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง ก็ไม่ยอมทำตาม เมื่อถูกชวน ก็มักจะกล่าวว่า “ท่านพ่อท่านแม่ไปเถิด ลูกไม่ไปขออยู่ดูแลบ้านดีกว่า เพราะการไปหาพระ เมื่อเจอท่านก็ต้องกราบไหว้ เมื่อก้มลงไหว้หลังก็เจ็บปวด นั่งคุกเข่าบ่อยๆ เข่าก็ด้าน นั่งนานๆ เท้าก็ชา เวลานั่งก็นั่งลงบนพื้นดิน ผ้าใหม่ที่ใส่ไปก็เปื้อนฝุ่นกลายเป็นผ้าเก่า เมื่อไปนั่งใกล้ก็ต้องพูดคุยสนทนากับท่าน เมื่อคุยบ่อย ๆ ก็เกิดความคุ้นเคย หลังจากนั้นก็กลายเป็นประเพณี คือต้องนิมนต์ท่านมารับบินฑบาต หรือจีวร เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้เสียการ เสียงาน เสียทรัพย์สินเงินทองเปล่า ๆ ฉันจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องไปหาพระเหล่านั้นให้เสียเวลาเลย ท่านพ่อท่านแม่อยาก จะไปก็ตามใจท่านเถอะ ลูกขออยู่บ้านดีกว่า”  แม้พ่อแม่จะพร่ำสอนหรือชักชวนเขาอย่างไรก็ไม่สามารถพาเขาไปเฝ้าพระศาสดาได้ จนกระทั่งเศรษฐีผู้เป็นพ่อนอนป่อยใกล้จะสิ้นลมหายใจ จึงคิดจะให้โอวาทแก่ลูกเป็นครั้งสุดท้าย เพราะหวังว่า “เมื่อเราแนะลูกว่า “ลูกเอ๋ย พ่อใกล้จะสิ้นชีวิตแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในตอนเช้าเจ้าจงลุกขึ้นล้างหน้า พรมน้ำที่ผมและตัวให้ชุ่ม แล้วออกไปที่นอกพระนคร ใกล้พระอุทยานที่พระราชทานอาหารแก่กระแต แล้วจงไหว้ทิศทั้ง ๖ ทิศ คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย  ทิศเบื้องต่ำ และทิศเบื้องบน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของเจ้า อย่าลืมทำตามที่พ่อสั่งนะลูก”  เมื่อเขาไหว้ทิศต่าง ๆ เขาก็จะยังไม่เข้าใจ  ในวันใดวันหนึ่งเมื่อพระศาสดา หรือพระสาวกองค์ใดองค์หนึ่งเห็นเข้าก็จะถามว่า “เธอทำอะไรหรือ” เขาก็จะตอบว่า “ข้าพเจ้ากำลังไหว้ทิศต่าง ๆ ตามที่บิดาได้สอนไว้”  ต่อแต่นั้นพระศาสดา หรือพระสาวกก็จะสอนเขาให้รู้จักความหมายที่แท้จริงของทิศต่าง ๆ “  เมื่อเศรษฐีคิดได้ดังนั้นแล้ว จึงเรียกลูกชายมาแล้ว สอนตามที่วามแผนเอาไว้  ตามปกติถ้อยคำของพ่อที่กำลังนอนซมอยู่บนเตียงใกล้จะสิ้นลมหายใจ มักจะมีความสำคัญ ลูก ๆ มักจะตั้งใจฟัง และจำฝังใจตลอดชีวิต นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวเมืองมักจะเห็นคหบดีบุตรเดินแหวกผู้คนออกนอกกำแพงพระนคร เพื่อไปไหว้ทิศ ณ พระอุทยานอันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้ ๆ พระวิหารเวฬุวันเสมอมา

พระศาสดาทรงประทานเทศนา

ในพระพรรษานี้พระศาสดาทรงประทับอยู่จำ ณ พระวิหารเวฬุวัน ที่พระเจ้าพิมพิสาร องค์พุทธศาสนูปถัมภ์ ทรงอุทิศถวายไว้ในพระบวรพุทธศาสนา โดยปกติในรุ่งเช้า พระศาสดาจะทรงประทับตรวจดูวิสัยของเวนัยสัตว์โลกด้วยพุทธญาณ และในวันนี้ก็ทรงปฏิบัติตามปกติ ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกะ บุตรชายเศรษฐี กำลังไหว้ทิศต่าง ๆ อยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ ทรงดำริว่า วันนี้เราจะกล่าวสิงคาลกสูตร อันเป็นวีชีวิตของฆราวาส แก่สิงคาลกะ  เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนเป็นอันมากผู้ประพฤติปฏิบัติตาม พอรุ่งอรุณส่องฟ้า พระพุทธองค์ทรงครองผ้า ถือบาต เสด็จออกจากพระคันธกุฎี ย่างพระบาทตามมรรคาสู่พระนครราชคฤห์  ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกะ ท้าวเธอมัวสาละวนอยู่กับการไหว้ทิศ จึงมิได้สังเกตเห็นพระพุทธองค์แม้ทรงประทับยืนอยู่ไม่ไกลนัก พระผู้มีพระภาคทรงแย้มพระโอฐดุจมหาปทุมกำลังแย้มสัมผัสแสงอาทิตย์ ตรัสถามว่า “ดูก่อนคหบดีบุตร  เธอลุกขึ้นแต่เช้า ผมและเสื้อผ้าเปียกปอน ออกจากกรุงราชคฤห์ ประคองอัญชลีนอบน้อมทิศทิศทั้งหลาย คือทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องบน และทิศเบื้องล่าง เพื่อประโยชน์อะไร”  แล้วทรงแย้มพระโอฐแต่พองาม

เขาหันมามองแล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บิดาของข้าพระองค์ ก่อนสิ้นลมหายใจ ท่านได้สั่งไว้ว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าพึงนอบน้อมทิศทั้งหลาย” ข้าพระองค์เคารพเชื่อฟังคำของท่าน จึงได้ทำอย่างนี้ พระเจ้าข้า” เขาทำท่าว่าจะหันไปไหว้ทิศต่อไป “ดูก่อนคหบดีบุตร” ขณะที่พระพุทธองค์ตรัส เขาหันมาอีกครั้ง “ ในวินัยของพระอริยเจ้าเขาไม่นอบน้อมทิศกันอย่างนี้ เขานอบน้อมทิศในความหมายอื่นที่มีความละเอียดลึกซึ้งและมีประโยชน์มากมายมหาศาล เป็นสิริมงคลทั้งแก่ตนเองและบุคคลอื่น” สิงคาลกะ เพ่งมองพระพุทธเจ้าด้วยความสนใจ และรู้สึกสงสัยใคร่ที่จะรู้ว่าจริง ๆ แล้วทิศต่าง ๆ มีความหมายอย่างไร เพราะที่เขาทำอยู่ก็สักแต่ว่าทำ โดยหารู้ความหมายที่แท้จริงไม่ คงจะดีเป็นแน่ถ้าพระองค์จะทรงประทานอรรถาธิบายคลายความสงสัย เพื่อความเข้าใจทึ่ถูกต้อง “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวินัยของพระอริยเจ้า เขานอบน้อมทิศกันอย่างไร  ขอพระองค์ได้โปรดข้าพระองค์ ผู้มีความสงสัยด้วยเถิด”

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟังเถิด “ พระพุทธองค์ตรัส “ ดูก่อนคฤหบดีบุตร  อริยสาวก ชื่อว่าเป็นผู้ปกปิดทิศทั้ง ๖  เพราะละกรรมกิเลส ๔ อย่าง  ไม่ทำบาปกรรมโดยฐานะ ๔ และไม่มัวเมาในอบายมุข อันเป็นทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ เมื่ออริยสาวกผู้ปราศจากกรรมลามก ๑๔ อย่างนี้แล้ว ได้ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อละโลกทั้งสอง คือทั้งโลกนี้ และโลกหน้า หลังจากตายแล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”

“ดูก่อนคฤหบดีบุตร กรรมกิเลสเป็นไฉน? การเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ๑ การลักขโมย ๑ การกล่าววาจาที่เป็นโทษกับคนอื่น ๑ การคบชู้กับภรรยาสามีของผู้อื่น ๑   ทั้ง๔ อย่างนี้เรากล่าว่าเป็นกรรมกิเลส บัณฑิตทั้งหลายท่านกล่าวติเตียน อริยสาวกเหล่านั้นละได้แล้ว”

“ดูก่อนคฤหบดีบุตร บาปกรรมโดยฐาน ๔ เป็นไฉน?  ปุถุชนทำกรรมอันลามก เพราะความรัก ๑ เพราะความโกรธ ๑ เพราะความหลง ๑ เพราะความกลัว ๑ ส่วนอริยสาวกย่อมไม่ทำกรรมอันลามกโดยฐานะ ๔ เหล่านี้ เพราะไม่อยู่ภายใต้อำนาจแห่งความรัก ความโกรธ ความหลง และความกลัว”

                            “ผู้ใดประพฤติล่วงธรรมเพราะความรัก

ความโกรธ ความหลง และความกลัว

ยศของผู้นั้นย่อมเสื่อมลง

เหมือนดวงจันทร์ในข้างแรม

ส่วนผู้ใดไม่ประพฤติล่วงธรรม

เพราะความรัก ความชัง ความหลงและความกลัว

                            ยศย่อมเจริญแก่ผู้นั้น เหมือนดวงจันทร์ในข้างขึ้น”

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร ทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ เป็นไฉน?   การดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ การเทียวไปตามตรอก ในเวลากลางคืน ๑ การใช้เวลาเสียไปกับการเที่ยวดูมหรสพ๑ การเล่นการพนัน ๑ การคบคนชั่วเป็นมิตร ๑ ความเกียจคร้านในการทำงาน ๑  ทั้ง ๖ อย่างเหล่านี้แหละ ล้วนเป็นไปเพื่อความฉิบหายแห่งโภคะสมบัติ”

สิงคาลกะนั่งนิ่งสดับธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ด้วยใจปีติโสมนัส และกระหายใคร่ที่จะรู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก เขาพิจารณาถึงกระแสเสียงที่พระพุทธองค์ทรงแสดงช่างไพเราะเสียจริง

“ ดูก่อน คฤหบดีบุตร” พระพุทธองค์ตรัส เพื่อดึงสติของเขากลับคืน เพื่อรับพระธรรมเทศนาที่พิศดารออกไปอีก “ โทษในการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มี ๖ อย่างคือ ต้องเสียทรัพย์เพื่อซื้อมาดื่ม ๑ เมาแล้วย่อมก่อการทะเลาะวิวาท ๑  เป็นบ่อเกิดแห่งโรคมากมาย ๑  ทำให้เสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง ๑  เป็นเหตุให้ไม่รู้จักละอาย ๑  ทำให้ปัญญาเสื่อมถอย ๑   ดูก่อนคฤหบดีบุตร นี่แหละคือโทษแห่งการดื่มน้ำเมา”

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร การเทียวกลางคืนมีโทษ ๖ อย่าง คือ ชื่อว่าไม่ดูแลรักษาตัว ๑ ได้ชื่อว่าไม่คุ้มครองลูกเมีย ๑  ได้ชื่อว่าไม่คุ้มครองรักษาทรัพย์สมบัติ ๑  เป็นที่ระแวงของคนทั่วไป ๑  เป็นเป้าให้เขาใส่ความ หรือข่าวลือ ๑  ก่อให้เกิดความลำบากแก่ตัวเอง ๑  ดูก่อน คฤหบดีบุตร นี่แหละคือโทษแห่งการเที่ยวในเวลากลางคืน”

“ดูก่อนคฤบดีบุตร  การเที่ยวดูมหรสพมี ๖ กรณีคือ รำที่ไหน ไปที่นั่น ๑ ขับร้องที่ไหน ไปที่นั่น ๑ ประโคมที่ไหน ไปที่นั่น ๑ เสภาที่ไหน ไปที่นั่น ๑  เพลงที่ไหน ไปที่นั่น ๑ เถิดเทิงที่ไหน ไปที่นั่น ๑  ดูก่อนคฤหบดีบุตร การนิยมดูมหรสพมีโทษ เพราะเสียการงาน เสียเวลา  ทำจิตใจให้กังวลกับการมาของมหรสพ นี่แหละคือโทษของการนิยมดูมหรสพ”

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร โทษในการเล่นการพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มีโทษ ๖ ประการ คือ ผู้ชนะย่อมก่อเวร ๑ ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป ๑ ทรัพย์ย่อมหมดไปเรื่อย ๆ ๑ ถ้อยคำของคนเล่นการพนัน ซึ่งไปพูดในที่ประชุมย่อมฟังไม่ขึ้น ๑  เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อนฝูง ๑  ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเกรงว่าคนเล่นการพนันไม่อาจเลี้ยงภรรยาได้ ๑  ดูก่อนคฤหบดีบุตร นี่แหละคือโทษแห่งการเล่นการพนัน”

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร โทษในการคบคนชั่วเป็นมิตร มี ประการ คือ  ชักชวนให้ลุ่มหลงการพนัน ๑  ชักชวนให้เป็นคนเจ้าชู้ ๑ ชักชวนดื่มน้ำเมา ๑ ชักชวนให้ลวงคนอื่นด้วยของปลอม ๑  ชักชวนให้เป็นคนคดโกงหน้าด้าน ๆ ๑  ชักชวนให้เป็นนักเลง ๑   ดูก่อนคฤหบดีบุตร นี่แหละคือโทษแห่งการคบคนชั่วเป็นมิตร”

“ดูก่อนคฤหบดีบุตร การเกียจคร้านทำการงาน  เพราะมักยกเหตุต่าง ๆ เป็นข้ออ้างผัดเพี้ยนไม่ทำการงาน คือ มักอ้างได้ทั้ง ๖ กรณี คือ  มักอ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑ มักอ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑  มักอ้างว่าค่ำ แล้วไม่ทำการงาน ๑ มักอ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน ๑ มักอ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑  มักอ้างว่ากระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑  ดูก่อนคฤหบดีบุตร การเกียจคร้านในการทำการงาน มีโทษ   คือ โภคทรัพย์ใหม่ก็ไม่เกิด โภคทรัพย์ที่มีอยู่ก็หมดไป เพราะมักอ้างแล้วไม่ทำการงาน”

 

“เพื่อนในร้านเหล้าก็มี เพื่อนเพียงเอ่ยคำว่าเพื่อนก็มี

ส่วนผู้ใดรับช่วยเหลือกิจธุระในคราวจำเป็น

จัดได้ว่า ผู้นั้น เป็นเพื่อนแท้

เหตุ ๖ ประการ คือ การนอนตื่นสาย ๑

การเป็นชู้กับคู่ครองคนอื่น ๑ การเล่นการพนัน ๑

การดื่มสุรา ๑  มีมิตรชั่ว ๑  ความตระหนี่ ๑

ย่อมพรากบุคคลให้พ้นไปจากประโยชน์ที่ควรจะได้รับ.

คนมีมิตรชั่ว พากันเที่ยวกระทำชั่ว ย่อมเสื่อม

จากโลกทั้งสอง คือ โลกนี้ และโลกหน้า

ชนเหล่าใด เล่นการพนัน ดื่มสุรา เป็นชู้

กับคู่ครองผู้ที่เป็นที่รักด้วยชีวิตของผู้อื่น มีมิตรชั่ว

ไม่แสวงหามิตรที่ประเสริฐ ย่อมเสื่อมดุจดวงจันทร์

ในข้างแรม ส่วนผู้ใดดื่มสุรา ไม่ทำงาน ไม่มีทรัพย์

เป็นคนเมาที่ไร้ประโยชน์ เขาจักจมลงสู่หนี้สิน

เหมือนก้อนหินจมน้ำ ฉะนั้น จักสร้างความอากูลแก่ตนทันที

คนที่มีปกตินอนหลับในกลางวัน เกลียดชัง

การลุกขึ้นในกลางคืน ดื่มสุราเป็นนิจ ไม่อาจครองเรือนให้ดีได้

ประโยชน์ทั้งหลาย ย่อมล่วงเลยผู้ละทิ้ง

การงาน โดยอ้างว่าหนาวนัก ร้อนนัก  อ้างว่า เวลานี้

ค่ำแล้วดังนี้ เป็นต้น ส่วนผู้ใดไม่คำนึงถึงหนาวร้อน

ยิ่งกว่ายอดหญ้า ทำหน้าที่ของตนสม่ำเสมอ

ผู้นั้น ย่อมได้รับความสุข ความเจริญ “

มิตรจอมปลอม

“ดูก่อนคฤหบดีบุตร คน ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ คนปอกลอก ๑ คนดีแต่พูด ๑ คนหัวประจบ ๑  คนชักชวนในทางฉิบหาย ๑  เธอพึงทราบว่า เขาไม่ใช่มิตร เขาเป็นเพียงมิตรจอมปลอมเท่านั้น”

“ดูก่อนคฤหบดีบุตร  คนปอกลอก เธอพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร  เป็นแต่เพียงมิตรจอมปลอม มีลักษณะ ๔ ประการคือ คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ๑ เสียให้น้อยคิดเอาให้มาก ๑ ตัวมีภัยจึงมาช่วยทำกิจของเพื่อน ๑ คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ ๑  ดูก่อนคฤหบดีบุตร คนเหล่านี้แล เธอพึงทราบว่า เขาไม่ใช่มิตร เป็นแต่เพียงมิตรจอมปลอม”

“ดูก่อนคฤหบดีบุตร  คนดีแต่พูด เธอพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นได้แต่เพียงมิตรจอมปลอม มีลักษณะ ๔ ประการ คือ ดีแต่ยกของหมดแล้วมาปราศรัย ๑ ดีแต่อ้างของที่ไม่มีมาปราศรัย ๑ สงเคราะห์ด้วยสิ่งของหาประโยชน์มิได้ ๑  เมื่อออกปากขอความช่วยเหลือมักอ้างความข้อข้องเสมอ ๑  ดูก่อนคฤหบดีบุตร คนเหล่านี้แล เธอพึงทราบว่า ไม่ใช่มิตร เป็นแต่เพียงมิตรจอมปลอม”

“ดูก่อนคฤหบดีบุตร คนหัวประจบ เธอพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นได้แต่เพียงมิตรจอมปลอม มีลักษณะ ๔ ประการ คือ เพื่อนจะทำชั่วก็คล้อยตาม ๑  เพื่อนจะทำดีก็คล้อยตาม ๑ ต่อหน้าก็สรรเสริญ ๑  ลับหลังนินทา ๑   ดูก่อนคฤหบดีบุตร คนเหล่านี้แล เธอพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นได้แต่เพียงมิตรจอมปลอม”

“ดูก่อนคฤหบดีบุตร คนชักชวนในทางฉิบหาย ท่านพึงทราบว่า ไม่ใช่มิตร  เป็นได้แต่เพียงมิตรจอมปลอม มีลักษณะ ๔ ประการ คือ  มักชวนให้ดื่มน้ำเมา ๑  มักพาเที่ยวกลางคืน ๑ คอยชักชวนพาไปดูการละเล่นต่าง ๆ ๑  มักชวนเล่นการพนัน ๑ ดูก่อนคฤหบดีบุตร ชักชวนในทางฉิบหายเหล่านี้แล เธอพึงทราบว่า ไม่ใช่มิตร เป็นได้แต่เพียงมิตรจอมปลอม” 

หลังจากได้ทรงประทานพระดำรัสถึงมิตรจอมปลอมดังกล่าวแล้ว พระองค์ทรงสรุปเพิ่มเติมโดยประพันธ์เป็นพระคาถาว่า

“มิตรจอมปลอม ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ คนปอกลอก ๑

คนดีแต่พูด ๑ คนหัวประจบ ๑  คนชักชวนในทางฉิบหาย ๑

เมื่อบัณฑิตรู้แจ่มชัดว่าไม่ใช่มิตร พึงเว้นเสียให้ห่างไกล

เหมือนคนเดินทาง เว้นจากทางที่อาจมีอันตรายข้างหน้า ฉะนั้น”

มิตรจริงใจ

“ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตร ๔ จำพวกเหล่านี้คือ มิตรผู้มีอุปการะ ๑  มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑  ดูก่อนคฤหบดีบุตร  มิตร ๔ จำพวกเหล่านี้แล เธอพึงทราบว่า เป็นมิตรแท้”

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร มิตรผู้มีอุปการะ เธอพึงทราบว่า เป็นมิตรแท้ พึงดูจากลักษณะ ๔ ประการ คือ รักษาเพื่อน เมื่อเพื่อนตกอยู่ในความประมาท ๑ ช่วยรักษาทรัพย์ของเพื่อนผู้ตกอยู่ในความประมาท ๑  เป็นที่พึ่งได้ในยามมีภัย ๑  เมื่อมีกิจจำเป็นเกิดขึ้น ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่เอ่ยปาก ๑ ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตรผู้มีอุปกการเหล่านี้แล เธอพึงทราบว่า เป็นมิตรแท้”

“ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์ เธอพึงทราบว่า เป็นมิตรแท้ พึงดูจากลักษณะ ๔ ประการ คือ  จะทำชั่วเสียหาย คอยห้ามปรามไว้ ๑ คอยแนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง ๑  บอกทางสุข ทางสวรรค์ให้ ๑  ดูก่อน คฤหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์เหล่านี้แล เธอพึงทราบว่า เป็นมิตรแท้”

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร มิตรมีความรักใคร่ เธอพึงทราบว่า เป็นมิตรแท้ พึงดูจากลักษณะ ๔ ประการ คือ  เป็นห่วง ไม่สบายใจ เมื่อเพื่อนทีทุกข์ ๑ รู้สึกยินดี เมื่อเพื่อนมีสุข ๑ เขาติเตียนเพื่อน ช่วยยับยั้งแก้ให้ ๑ เขาสรรเสริญเพื่อน ช่วยพูดเสริมสนับสนุน ๑  ดูก่อน คฤหบดีบุตร  มิตรมีความรักใคร่เหล่านี้แล เธอพึงทราบว่า เป็นมิตรแท้”

 

เมื่อพระองค์ทรงตรัสถึงลักษณะของมิตรแท้โดยพิสดารแล้ว พระองค์สรุปลงด้วยพระคาถาว่า

“เมื่อบัณฑิตรู้แจ้งชัดว่า มิตรมีอุปการะ ๑

มิตรร่วมสุข ร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑

มิตรมีความรักใคร่ ๑ เป็นมิตรแท้ฉะนี้แล้ว

พึงเข้าไปคบหา โดยเคารพ เหมือนมารดากับบุตร ฉะนั้น 

บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมรุ่งเรืองส่องสว่าง

เพียงดังประทีป เมื่อบุคคลสะสมโภคสมบัติ

เหมือนแมลงผึ้งสร้างรัง โภคสมบัติ ย่อมถึง

ความเพิ่มพูนดุจจอมปลวก อันปลวกก่อขึ้น ฉะนั้น

คฤหัสถ์ผู้มีความสามารถในตระกูล

ครั้นสะสมโภคสมบัติได้อย่างนี้แล้ว

พึงแบ่งโภคสมบัติออกเป็น ๔ ส่วน

ใช้ในการประสานญาติมิตรและครอบครัวส่วนหนึ่ง

ใช้ลงทุนสองส่วน  พึงเก็บส่วนที่สี่ไว้ในยามฉุกเฉิน ดังนี้”

ทิศ ๖

หลังจากที่ทรงตรัสคาถาเกี่ยวกับมิตรประเภทต่าง ๆ จบลง พระองค์ทรงดึงกระแสจิตของสิงคาลกมาณพเข้าสู่จุดประสงค์หลัก คือหลักของการไหว้ทิศตามนัยแห่งอริยสาวกทั้งหลาย ดังที่พระองค์ทรงปรารภในตอนต้น  ดังนี้

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร ก็อริยสาวกทั้งหลาย เป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ ได้อย่างไร เธอพึงระลึกอยู่เสมอว่า บิดามารดา เป็นทิศเบื้องหน้า  ครูอาจารย์ เป็นทิศเบื้องขวา  บุตรและภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง มิตรและอำมาตย์ เป็นทิศเบื้องซ้าย คนใช้และลูกจ้าง เป็นทิศเบื้องต่ำ สมณพราหมณ์ (พระสงฆ์) เป็นทิศเบื้องบน”

สิงคาลกะเพียงได้ฟังความหมายของแต่ละทิศ ก็รู้สึกสดชื่นเบิกบานใจ  ทำให้กลับหวนระลึกถึงบิดาผู้สั่งไว้ในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เขานึกตำหนิบิดาของเขาอยู่เหมือนกันในแง่ที่ว่า จะสั่งเสียลูกทั้งทีก็น่าจะบอกความหมายให้ทราบบ้าง ปล่อยให้เขาเป็นคนมืดบอด ทำอะไรขาดเหตุผลอยู่หลายวัน พระพุทธองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ชั่งแสดงธรรมได้สมเหตุสมผลเสียนี่กระไร ได้ทรงช่วยคลายข้อสงสัยของเขาให้เห็นความหมายที่แท้จริงของแต่ละทิศ

ทิศเบื้องหน้า

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร “ พระองค์ทรงตรัสเพื่อดึงกระแสจิตของเขามิให้มีวิตกวิจารณ์มากไปกว่านั้น "มารดาบิดาร เป็นทิศเบื้องหน้า อันบุตรธิดาพึงบำรุงท่าน โดยหลัก ๕ ประการ คือ โดยตั้งใจว่า ท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ ๑ โดยตั้งใจว่า จักช่วยเหลือกิจการงานต่าง ๆ ของท่าน ๑ โดยตั้งใจว่า จักเป็นทายาทที่ดำรงวงศ์ตระกูลให้มั่นคง ๑ โดยตั้งใจว่า จักปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท ๑ โดยตั้งใจว่า เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว  จักทำบุญอุทิศให้ท่าน ๑ “

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า อันบุตรธิดาได้บำรุงดังกล่าวแล้ว  ย่อมอนุเคราะห์บุตรธิดา โดยหลัก ๕ ประการ คือ  ห้ามจากความชั่ว ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ ให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียน ๑ ช่วยเลือกคู่ครองที่สมควรให้ ๑ มอบทรัพย์ให้ในเวลาอันสมควร ๑ “

“ ดูก่อน คฤหบดีบุตร เมื่อมารดาบิดา และบุตรธิดา ต่างปฏิบัติต่อกันดังกล่าวแล้ว  ทิศเบื้องหน้า ได้ชื่อว่า บุตรธิดาปกปิดให้ปลอดภัยดีแล้ว ย่อมก่อให้เกิด ความเกษมสำราญ เป็นสิริมงคล ดังนี้แล”

ทิศเบื้องขวา

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์พึงบำรุงโดยหลัก ๕ ประการ คือ โดยการลุกขึ้นยืนรับ ๑  โดยเข้าไปหา (เพื่อบำรุง คอยรับใช้ ปรึกษา ซักถาม และรับคำแนะนำ เป็นต้น ) ๑  ด้วยการตั้งใจเรียน ๑  ด้วยการปรนนิบัติ ช่วยบริการ ๑  ด้วยการศึกษาเล่าเรียนวิชาการโดยเคารพ (เอาจริงเอาจังในการเรียน) ๑“

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร  อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์พึงบำรุงดังกล่าวแล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ โดยหลัก ๕ ประการ คือ  ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดี ๑ อธิบายให้ศิษย์เข้าใจแจ่มแจ้ง ๑  ไม่หวงวิชาการ ๑  ยกย่องให้ปรากฏในหมู่เพื่อนฝูง ๑ ทำการป้องกันภัยให้ในทุกสารทิศ (ให้ศึกษาศิลปะจนพึงตนเองได้ในทุกทิศ) ๑

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร เมื่อศิษย์และอาจารย์ปฏิบัติต่อกันดังกล่าวแล้ว ทิศเบื้องขวา ได้ชื่อว่า ศิษย์ปกปิดให้ปลอดภัยดีแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเกษมสำราญ เป็นสิริมงคลด้วยประการฉะนี้”

ทิศเบื้องหลัง

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลัง อันสามีพึงบำรุงโดยหลัก ๕ ประการ คือ  ยกย่องให้เกียรติในฐานะที่เป็นภรรยา ๑ โดยไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม ๑ โดยไม่ประพฤตินอกใจ ๑ โดยมอบความเป็นใหญ่ในงานเรือนให้ ๑ หาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญตามโอกาส ๑“

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลัง อันสามีบำรุงดังกล่าวแล้ว ควรอนุเคราะห์สามี โดยหลัก ๕ ประการ คือ  จัดแจงงานบ้านเรียบร้อยดี ๑ สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี ๑ ไม่ประพฤตินอกใจสามี ๑ รู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ ๑ ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง ๑ “

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร เมื่อภรรยาสามีปฏิบัติต่อกันดังกล่าวแล้ว ทิศเบื้องหลัง ได้ชื่อว่าสามีปกปิดให้ปลอดภัยดีแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเกษมสำราญ เป็นสิริมงคลด้วยประการ ฉะนี้”

 

ทิศเบื้องซ้าย

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้าย อันกุลบุตรพึงบำรุงโดหลัก ๕ ประการ คือ  ด้วยการเผื่อแผ่แบ่งปัน ๑  พูดคุยด้วยวาจาที่ประสานไมตรี ๑ ช่วยเหลือเกื้อกูล ๑ มีตนเสมอ ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ๑  ซื่อสัตย์จริงใจต่อกัน ๑“

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร มิตรเบื้องซ้ายอันกุลบุตรอนุเคราะห์ดังกล่าวแล้ว ควรอนุเคราะห์กุลบุตรโดยหลัก ๕ ประการ คือ  รักษาเพื่อนเมื่อเขาตกอยู่ในความประมาท ๑ ช่วยรักษาทรัพย์ของเพื่อนผู้ตกอยู่ในความประมาท ๑  เป็นที่พึ่งได้ในยามทุกข์ยาก ๑ ไม่ละทิ้งในยามทุกข์ยาก ๑  นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของมิตร ๑ “

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร เมื่อมิตรต่างอนุเคราะห์ซึ่งกันและกันดังกล่าวแล้ว ทิศเบื้องซ้ายได้ชื่อว่า กุลบุตรปกปิดให้ปลอดภัยดีแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเกษมสำราญ เป็นสิริมงคล ด้วยประการฉะนี้”

ทิศเบื้องต่ำ

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร คนรับใช้และคนงาน ผู้เป็นทิศเบื้องต่ำ อันนายพึงบำรุงโดยหลัก ๕ ประการ คือ  ให้ทำงานตามกำลังความสามารถ ๑  ให้ค่าจ้างรางวัล สมควรแก่งานและความเป็นอยู่ ๑  จัดสวัสดิการดี มีช่วยรักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย เป็นต้น ๑  ได้ของแปลก ๆ พิเศษมา ก็แบ่งปันให้ ๑ ให้มีวันหยุด และพักผ่อนหย่อนใจ ตามโอกาสอันควร ๑ “

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร คนรับใช้และคนงาน ผู้เป็นทิศเบื้องต่ำ อันนายบำรุงดังกล่าวแล้ว ย่อมอนุเคราะห์นาย โดยหลัก ๕ ประการ คือ ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย ๑ เลิกงานทีหลังนาย ๑  ถือเอาแต่ของที่นายให้ ๑ ปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น ๑  นำเกียรติคุณของนายไปเผยแพร่”

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร เมื่อคนใช้หรือคนงาน และนาย ต่างปฏิบัติต่อกันดังกล่าวแล้ว ทิศเบื้องต่ำ ได้ชื่อว่า นายปกปิดให้ปลอดภัยดีแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเกษมสำราญ เป็นสิริมงคล ด้วยประการฉะนี้”

ทิศเบื้องบน

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร  สมณพราหมณ์ (พระสงฆ์) ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรพึงบำรุงโดยหลัก ๕ ประการ คือ  จะทำสิ่งใด ก็ทำด้วยเมตตา ๑  จะกล่าวสิ่งใด ก็กล่าวด้วยเมตตา ๑  จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา ๑ ต้อนรับด้วยความยินดี ๑ อุปถัมภ์ด้วยปัจจัยสี่ ๑“

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร  สมณพราหมณ์ ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรบำรุงดังกล่าวแล้ว  ควรอนุเคราะห์กุลบุตรโดยหลัก ๖ ประการ คือ  ห้ามจากความชั่ว ๑  ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑  อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจเมตตา ๑ ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง ๑  อธิบายสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง ๑  บอกทางสวรรค์ คือทางดำเนินชีวิตที่มีความสุขความเจริญให้ ๑ “

“ดูก่อน คฤหบดีบุตร เมื่อสมณพราหมณ์และกุลบุตร ปฏิบัติต่อกันดังกล่าวแล้ว ทิศเบื้องบน ได้ชื่อว่า กุลบุตรปกปิดให้ปลอดภัยดีแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเกษมสำราญ เป็นสิริมงคล ด้วยประการฉะนี้”

 

ประพันธคาถาทิศ ๖

หลังจากที่พระองค์ได้ทรงตรัสทิศ ๖ โดยพิสดารแล้ว ได้ทรงตรัสคาถาประพันธ์ ดังนี้

                   “มารดาบิดา เป็นทิศเบื้องหน้า อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา

บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง มิตรอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย

คนรับใช้ คนงานเป็นทิศเบื้องต่ำ สมณพราหมณ์ เป็นทิศเบื้องบน

คฤหัสถ์ผู้มีความสามารถในตระกูล พึงนอบน้อมทิศเหล่านี้ 

บัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นคนละเอียด และมีไหวพริบ

มีความประพฤติเจียมตน  ไม่ดื้อกระด้าง ผู้เช่นนี้ย่อมได้ยศ

คนหมั่น ไม่เกียจคร้าน ย่อมไม่หวั่นไหว ในอันตรายทั้งปวง

ผู้มีความประพฤติสม่ำเสมอ  มีปัญญา ผู้เช่นนี้ย่อมได้ยศ

คนผู้มีใจเอื้อเฟื้อ แสวงหามิตรที่ดี รู้เท่าทันคำที่เขากล่าว

ปราศจากความตระหนี่ เป็นผู้แนะนำ ชี้แจง ตามตักเตือน

ผู้เช่นนี้ย่อมได้ยศ 

การให้ ๑ วาจาไพเราะ ๑ การประพฤติให้เป็นประโยชน์ ๑

ความเป็นผู้วางตนเสมอต้นเสมอปลายในคนนั้น ๆ ๑

ธรรมเหล่านี้แล เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจที่ดีที่สุดในโลก

เป็นเหมือนเพลารถที่แล่นไป  หากคุณธรรมเหล่านี้ ไม่มี

แล้วไซร้ บิดามารดาจะไม่ได้รับความเคารพนับถือและ

บูชาจากบุตรธิดา  เพราะบัณฑิตทั้งหลาย พิจารณา

เห็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจเหล่านี้โดยชอบ

ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้น จึงได้รับความเคารพนับถือ

และเป็นผู้อันหมู่ชนทั่วไปสรรเสริญ ดังนี้”

 

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสพระธรรมเทศนาจบลง สิงคาลกะได้ลุกนั่งคุกเข่า ประนมมือ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีดวงตาปกติจักได้มองเห็น ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานพระธรรมเทศนาโดยพิสดาร ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้เข้าถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเถิด พระเจ้าข้า”

 

เมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าสู่เมืองราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต ส่วนสิงคาลกมาณพยังคงนั่งสงบ ด้วยความเบิกบานใจ  เขารำพึงถึงธรรมที่พระศาสดาทรงประทานนั้น ช่างมีพลังเหลือเกิน “ช่างน่าอัศจรรย์แท้ พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ช่างแสดงพระธรรมเทศนาได้อย่างจับใจแท้ บิดาได้ชักชวนเราไปเฝ้าพระศาสดาตราบสิ้นชีวิต เราก็ไม่เห็นความสำคัญเลย จนได้มาประสพด้วยตนเองจึงได้รู้ว่า ที่บิดาพรรณาคุณต่าง ๆ ของพระศาสดานั้นไม่เกินความจริงเลย อาจจะยังน้อยด้วยซ้ำไป โอ! เราช่างโง่อะไรเช่นนี้”

ดวงตะวันเริ่มสาดแสงแรงกล้า เขาลุกขึ้นเดินด้วยอิริยาบทอันสงบสู่ประตูพระนครราชคฤห์ ส่วนจิตใจยังคงเอิบอิ่มปีติปราโมทย์ด้วยธรรม เขาเดินทักทายเพื่อนฝูง คนชรา และเด็กที่วิ่งเล่นข้างถนน  นับแต่นั้นมาเขาเป็นอุบาสกผู้มีอุปนิสัยในการบริจาคทานและทำประโยชน์กับชุมชนในโอกาสต่าง ๆ อยู่เสมอ จนเป็นที่อนุโมทนาของชาวเมืองโดยทั่วไป เขามักจะเข้าวัดฟังธรรม อุปัฏ ฐากพระสงฆ์อย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

 

เรียบเรียงโดย   สุคนฺโธ ภิกขุ