Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

   BUDDHIST ARTICLE

ค้นหาข้อมูล  ให้แสดงผลแบบ     

  home  |  English   โฮมเพจพุทธศาสนา  |  หนังสือธรรมะ  |  เรื่องสั้น/บทความ |  View Guestbook  |  Sign Guestbook  | Thai Fonts  | Webmaster

 

พุทธศาสนา
   สวนโมกข์
   ธรรมะร่วมสมัย
   ตามหาแก่นธรรม
   สำนักข่าวชาวพุทธ
   ห้องสมุดธรรมะ
   พุทธศาสนิก
   ศาสนาเปรียบเทียบ
   ธรรมศึกษา
   ห้องพระธรรมปิฎก
   พุทธศิลป์
   กองทับพระกรรมฐาน
   พุทธศาสนา:ม.มหิดล
   วัดทั่วประเทศไทย
   วัดไทยในอเมริกา
   สงฆ์ไทยในสหรั
   สิงคาลกะมานพ: ทิศ 6
   มงคล ๓๘ ประการ
   พระธรรมคำกลอน
   มิลินทปัญหา
   Theravada Net
   นวนิยายทางนฤพาน
 
เวบไซต์ที่น่าสนใจ
   ดิกชันนารีออนไลน์
   พจนานุกรมออนไลน์
   โปรแกรมแปลภาษา
   ผลฟุตบอลทั่วโลก
   ร้องทุกข์กับ ก.ท.ม.
   คลินิกออนไลน์
   คลินิกสุขภาพจิต
   ทันตแพทย์ออนไลน์ 1
   ทันตแพทย์ออนไลน์ 2
  ค้นหาเบอร์โทรศัพท์ 1
   ค้นหาเบอร์โทรศัพท์ 2
   ค้นหาข้อมูลบริษัทคู่ค้า
   เช็คหนี้ค้างโทรศัพท์
   เช็คหนี้โทรศัพท์ (TA)
   ค้นหารหัสไปรษณีย์
   เช็คเที่ยวบิน
   ตารางเดินรถไฟ
   ตารางเดินรถเมล์
   ตรวจสลากออมสิน
   ห้องสมุด E-LIB
   ห้องสมุดดิจิตอล
   สารานุกรมไทย
 
ดาวน์โหลด
ไทยแวร์
มีโปรแกรมให้ดาวน์โหลด
ไทยโหลด
5Star-Shareware
TUCOWS
Download.com
Winfiles.com
รวมยูทิลิตี้ต่างๆ
Free-Programs
อฟต์แวร์ไทย !
 
ร้านขายหนังสือ
   ซีเอ็ด
   ไทยอเมซอน
   หนังสือต่างประเทศ
   หนังสือธุรกิจ
   ร้านต้นข้าว
   ร้านปูทะเล
   ศูนย์หนังสือจุฬา
   ร้านพันธ์ทิพย์
   ร้านธรรมศาสตร์
   ร้านดอกหญ้า
   หนังสือกฎหมาย
   ร้านหนังสือคอม
 

เปิดรับบทความและเรื่องสั้นทางศาสนาทุกศาสนา ที่เป็นไปเพื่อสร้างสรรค์สังคม
ถ้าผ่านการพิจารณาแล้วเราจะนำขึ้นโฮมเพจและมีของสมนาคุณเล็ก ๆ น้อย ๆ
จากอเมริกา หรืออินเดีย(แล้วแต่ว่าเวบมาสเตอร์พักอยู่ที่ไหน)ส่งให้ท่านถึงบ้าน

หนังสือพิมพ์
   ไทยรัฐ
   เดลินิวส์
   เครือมติชน
   ข่าวสด usa
   สำนักข่าวไทย
   ฐานเศรษฐกิจ
   กรุงเทพธุรกิจ
   เดอะเนชั่น
   บางกอกโพสท์
   ไทยโพสท์
   ผู้จัดการรายวัน
   Bussiness Day
   ข่าว จส.100 |
   ข่าวไอทีในเครือ KSC
   ข่าวเทคโนโลยีเครือ AR
   เชียงใหม่นิวส์
   INN
   คู่แข่ง
   กรมประชาสัมพันธ์
   ไทยรัฐเดลี่เว็บ
  
เพจ
   สบาย
   พีพีเอ
   142
   152
   162
   1144
   1500
   1188
   1800
   GSM
 
นิตยสาร
  นิตยสารสกุลไทย
  นิตยสารขวัญเรือน
  นิตยสาร รีดเดอร์ส์
  เมืองโบราณ
  ในเครือ ZDnet 
  นิตยสารสารคดี
  อ่านละครโทรทัศน์
  QuickPC
  IT mangroup
  ข่าว IT จาก Arip
  การเงินธนาคาร
  งานกับคน
  อินเทอร์เน็ต
  ไอที Software
  นิตยสารพลอย
   หัวซาง ไทย-จีน
   นิตยสารชิวิตชีวา
   ฟอร์มมูลลา
   ไทยแลนด์ ทราเวิรล
   Internet Tod@y
   Windows Magazine
   การแพทย์
   In TheNet
   มีเดียแอสโซซิเอต
   บางกอกเมโทร
   THE BOY
  Home buyers' guide
 

 

 

Philosophy

พระธรรมปิฎกไขปริศนาเงื่อนงำปรินิพพาน
"พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์…ผู้ประเสริฐ"

       จากการที่ พระมโน  เมตตานันโท วัดราชโอรสาราม ได้เขียนบทความเรื่อง "พระพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยโรคอะไร?" ผลแห่งการนำเสนอบทความชิ้นนี้ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือดในหมู่ชาวพุทธ ทั้งในเว็บไซด์ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ และที่สำคัญยิ่งคือ สื่อวิทยุ ซึ่งทำให้ลุกลามแพร่หลายอย่างรวดเร็ว มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

       ในกระแสแห่งวิวาทะครั้งนี้ พระมโน เมตตานันโท ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ถึงขนาดถูกตั้งข้อหาว่า จาบจ้วงพระพุทธเจ้า

       ในข้อโต้แย้งของแต่ละท่านที่ส่งผ่านสื่อต่างๆ นั้น มีข้อคิดเห็นที่น่าสนใจยิ่งของพระธรรมปิฎก ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ของพุทธศาสนารวมอยู่ด้วย ซึ่งพันเอกทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ ได้เรียนถามพระธรรมปิฎกเรื่องบทความดังกล่าว เมื่อครั้งชมรมธรรมะร่วมสมัย ไปถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุ ที่วัดญาณเวศกวัน

       ที่พันเอกทองขาวตั้งคำถามมานั้น ที่เป็นปัญหาในทางพระพุทธศาสนาถือมีผลกระทบต่อความเจริญมั่นคงของพระพุทธศาสนา คือเรื่องที่พระภิกษุชื่อเมตตานันโท ท่านเขียนวิจารณ์การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ในมหาปรินิพพานสูตร

       อาตมาเคยได้ยินมาแล้ว เพราะมีผู้หวังดีมาถวายถ่ายเอกสารมาให้บ้าง พิมพ์จากอินเตอร์เน็ตบ้าง รวมทั้งที่ลงในวารสารศิลปวัฒนธรรม และที่หนังสือพิมพ์มติชน

       อาตมาบอกตรงๆ ว่า อ่านแต่คร่าวๆ ต่อมาได้ยินเป็นเรื่องที่พูดกันมากในวิทยุ ในวงการต่างๆ ก็กลายเป็นเรื่องที่ถ้าไม่ทำให้กระจ่างแจ่มแจ้งก็จะเกิดผลเสีย เพราะว่าประชาชนชาวพุทธจะเกิดความสับสนคลางแคลงสนใจ เป็นปัญหาขึ้นมา

       ว่าที่จริงการวิพากษ์วิจารณ์พระพุทธศาสนานั้นเปิดกว้างอยู่แล้ว ชาวพุทธของเราใจกว้างอยู่แล้ว บางทีใจกว้างไม่เอาเรื่องเลย ปล่อยปละละเลย ใจกว้างคนละอย่างกับไม่เอาเรื่องเอาราว ปล่อยปละละเลยกลายเป็นประมาท พระพุทธเจ้าตรัสไปแล้วว่า เมื่อมีการเห็นผิดเข้าใจผิด การกล่าววาทะผิดพลาด ก็ต้องชี้แจงให้เข้าใจ และเรื่องนี้กำลังแพร่ขยายกลายเป็นเรื่องของสังคมส่วนรวมก็ต้องทำความเข้าใจกัน ก็เลยในที่นี่นำมาพูดพอให้เห็นแนวทาง การพิจารณาหรือข้อเขียนนี้ ก็เพื่อความสะดวกพูดได้สองแง่
       ๑. แง่ที่ผู้เขียนเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเถรวาท
       ๒. ในแง่ที่ผู้เขียนแสดงตนเป็นนักวิชาการ

       ในแง่ที่พระภิกษุอาตมาจะเว้นไว้ก่อน แต่จะพูดในแง่ที่เป็นนักวิชาการ

       ในแง่นักวิชาการตามคตินั้นนักวิชาการนั้นทำหน้าที่ให้ปัญญาแก่ผู้อื่นในสังคม โดยปกติต้องมีความรับผิดชอบยิ่งเป็นคนในวงการพระพุทธศาสนา ต้องรับผิดชอบอย่างมาก อาตมายังไม่พูดในแง่นี้ ลงไปถึงความเป็นนักวิชาการ เราดูง่ายๆ ได้สองส่วน คือ
       ๑. ด้านข้อมูล
       ๒. ด้านวิเคราะห์วิจัย วิจารณ์ เป็นเรื่องสืบเนื่องจากข้อที่ ๑

       เราต้องมีข้อมูงก่อน ข้อมูลเป็นตัวสำคัญต้องถูกต้องแม่นยำ ถ้าข้อมูลผิดการวิเคราะห์ก็ผิดหมด ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่นี้ข้อมูลเดิมไม่ผิดพลาดแต่ตัวคนจับไปผิดพลาดเช่น แปลภาษาไม่เป็นหรือเข้าใจภาษาไม่ถูกต้อง หรือฟังผิดจับผิด ข้อมูลเป็นฐานการวิเคราะห์ทั้งหมด ถ้าข้อมูลผิดก็หมดความหมาย

       ท่านผู้ที่เขียนเรื่องนี้ก็มีการศึกษาจากฝรั่ง บางทีเรามองในแง่ว่าผู้ที่จบการศึกษาจากฝรั่งนั้นน่าเชื่อน่าฟัง ก็เลยชอบอวดดีกรีกัน พูดแล้วน่าเชื่อเป็นหลักเป็นฐาน แต่ว่าเรายอมรับอยู่ว่าฝรั่งมีวัฒนธรรมวิชาการค่อนข้างแน่นแฟ้น เรามองได้สองชั้น คือขั้นข้อมูลและขั้นวิจารณ์ โดยเฉพาะเรานิยมในแง่ที่เขาวิเคราะห์เก่ง แต่ที่จริงฝรั่งเขาเน้นข้อมูลก่อนหาข้อมูลให้แม่นยำ เมื่อได้ข้อมูลที่แน่ใจเขาถึงจะลงข้อสรุปเพื่อวิจารณ์ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ขนาดฝรั่งที่มีวัฒนธรรมวิชาการที่เอาจริงเอาจังตั้งแต่ข้อมูล ก็ยังพลาดเยอะ

       ฝรั่งเขียนเรื่องตะวันออกผิดเยอะ เขียนเรื่องพุทธศาสนาก็ผิดเยอะ แต่คนไทยเขียนเกี่ยวกับฝรั่งไม่ผิดเพราะเราไปเอาตามฝรั่ง ทีนี้ถ้าเราไปเชื่อฝรั่งเขียนเรื่องเมืองไทยมันก็ยุ่ง ฝรั่งผิดพลาดเยอะ นี่เราต้องยอมรับว่าขนาดคนที่พยายามแสวงหาข้อมูลให้ชัดเจน ก็ผิดพลาดได้

 

"กัลป์" ในพุทธศาสนา

        อาตมาจะยกตัวอย่างด้านข้อมูล การเข้าใจข้อมูลและการนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาด ในบทความนั้นพูดถึงว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าพระองค์ต้องการพระองค์จะอยู่ได้ตลอดกัลป์

       อันนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับข้อมูล เพราะคำว่ากัลป์นั้น ท่านผู้เขียนแปลว่าพระพุทธเจ้าถ้าพระองค์ต้องการพระองค์ พระองค์มีฤทธิ์ จะอยู่ได้ตลอดถึงสิ้นโลก อันนี้ตรงกับฝรั่งอาตมาไปดูใน Oxford Dictionary of World Relegion ในคำว่ามหาปรินิพพานสูตร เขาเขียนไปว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าพระองค์ต้องการพระองค์ก็อยู่ได้น่ะ ถึงโลกพินาศ ไปดูอีกเล่มหนึ่ง Encyclopedia of World Relegion บอกทำนองเดียวกัน กัลป์ในที่นี้หมายถึงจนสิ้นโลก

       เราต้องเข้าใจ นี้เป็นจุดพลาดอย่างไร คือคำว่ากัลป์เป็นคำเดิมที่สังคมอินเดียใช้มาก เดิมสังคมอินเดียอยู่ใต้ความครอบงำความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ มีกัลป์ของพระพรหม คืออายุของโลก โลกเกิดจนสลายเป็นกัลป์หนึ่ง เป็นอายุของพระพรหม วันหนึ่งคืนหนึ่งของพระพรหม เรียกว่ากัลป์หนึ่ง

       ทีนี้ใช้คำว่ากัลป์ในพระพุทธศาสนา ท่านก็เวลาพูดถึงความหมายของพราหมณ์ แต่ท่านมาแยกแยะก็มาใช้ในความหมายต่างๆ เยอะ กัลป์มาใช้ในพระพุทธศาสนาหลายความหมาย

       กัลป์ที่เป็นอายุของโลก พระพุทธศาสนาบอกว่าให้แยกถ้าเป็นกัลป์อย่างนี้เรียกว่ามหากัลป์ กัลป์ในพระพุทธศาสนาอีกความหมายหนึ่งท่านหมายถึงอายุกัลป์ คือ กำหนดอายุของคน หรือช่วงอายุ ที่คนจะมีชีวิตอยู่ได้โดยประมาณในสมัยนั้น ๆ อย่างพุทธกาลถือว่ากัลป์หนึ่งของมนุษย์หมายถึงอายุกัลป์คืออายุประมาณของคน

       ท่านก็อธิบายอย่างชัดเจนที่พระพุทธเจ้าตรัส จุดนี้ที่พลาดในแง่ข้อมูลมีสองประการ การพูดถึงเรื่องกัลป์ ตรงนี้อาจจะเป็นจุดสำคัญที่ท่านมองผิดตี ความไปจนถึงพระพุทธเจ้ามีสองบุคลิก ลักษณะว่าเป็นคนแก่ธรรมดา และผู้มีฤทธิ์ ก็เห็นอันนี้ด้วย เอาไปประกอบว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าพระองค์ต้องการก็อยู่ได้ตลอดกัลป์ที่ว่าหมายถึงสิ้นโลกเลย

       ทีนี้ทางพระพุทธศาสนาท่านหมายถึงแค่อายุกัลป์และพระพุทธเจ้าตรัสเป็นกลางๆ ไม่ใช่หมายเฉพาะพระองค์นะ พระองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาทสี่ประการหนึ่ง บุคคลใดก็ตามเจริญแล้วทำให้มากแล้ว หากปรารถนาก็อยู่ได้ตลอดกัลป์    ก็หมายถึงอายุกัลป์

       โยมอยากอายุยืนอยู่ให้ตลอดช่วงชีวิตของมนุษย์ในยุคนี้สามารถอยู่ได้โดยวิธีเจริญอิทธิบาทสี่ ตรงนี้อาตมาเห็นเป็นเรื่องธรรมดา พระพุทธเจ้าตรัสเป็นกลางๆ ว่าใครก็ตามเจริญอิทธิบาท อาตมาก็เอามาอธิบายแก่ญาติโยมบ่อยโดยเฉพาะกับคนแก่ คือทำยังไงให้อายุยืน

       เหตุที่อายุไม่ยืนเพราะไม่มีอิทธิบาท การที่ให้อายุยืนมันต้องมีกำลังใจและการมีกำลังใจมันต้องมีกำลังใจใฝ่ปรารถนาอะไรสักอย่างโดยเฉพาะสิ่งที่จะทำ เมื่อเราเห็นสิ่งที่ดีงามบางอย่างและต้องการทำให้สำเร็จ ใจไปใฝ่ปรารถนาในสิ่งนั้น ท่านเรียกว่าฉันทะ เกิดขึ้นมามีเป้าหมายสิ่งที่จะทำ ต่อไปวิริยะเกิดมีความเพียร ความเข้มแข็งใจสู้ขึ้นมา ต่อไปมีสิ่งต้องทำทีนี้ใจแน่วแน่ใจอุทิศตัวให้กับสิ่งนั้น

       โยมแก่ๆ ต้องระวังถ้าไม่มีเป้าหมายที่จะทำ ใจมันจะฟุ้งซ่านเรื่องในอดีตและกระทบลูกหลาน ทำโน่นทำนี่ ใจคอไม่สบายใจ อันนี้ลำบากทอนอายุของตัวเอง ทีนี้พอมีจิตตะและใจไปอยู่สิ่งที่ทำ คราวนี้ใครจะพูดอะไรก็ไม่เอาใจใส่เพราะไปสนใจสิ่งที่ทำ โดยเฉพราะฉันทะเป็นตัวสำคัญ

       สี่วิมังสาคือต้องใช้ความคิดปัญญาพิจารณาข้อบกพร่องในสิ่งนั้นชี้ทางแก้ไขปรับปรุงง่วนกับสิ่งนั้นเลย อายุยืน

       อิทธิบาทสี่เป็นเรื่องที่อาตมาพูดอยู่บ่อยๆ มันไม่ใช่เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์วุ่นวาย

       พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่าบุคคลใดก็ตามได้เจริญอิทธิบาทสี่แล้ว เมื่อหวังอยู่ก็สามารถจะอยู่ได้ตลอดกัลป์ และพระองค์ตรัสว่าตถาคตได้เจริญอิทธิบาทสี่ถ้าหากหวังก็อยู่ได้ตลอดกัลป์

       พระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พุทธบริษัทสี่ มีความสามารถที่จะรักษาพระพุทธศาสนาได้ พอตกลงพระทัย อย่างนี้จึงปลงสังขาร  สาระสำคัญอยู่ตรงนี้

       ให้ไปอ่านที่พระพุทธเจ้าปลงพระชนมายุสังขารอีกยี่สิบปีเพราะพระองค์เห็นแล้วว่าศาสนาพุทธเจริญมั่นคงแล้ว และพุทธบริษัทสี่มีกำลัง ความสามารถ พระองค์จึงปลงสังขารไม่ปรุงแต่งในทางที่ดีต่อสังขาร

       คำว่าปลงพระชนมายุสังขารคือปล่อยวางนั่นเอง

       สาระสำคัญคือความเข้าใจความหมายคำว่ากัลป์ผิดไป และเข้าใจพระพุทธเจ้าเก่งทำยังงี้ได้ แต่พระพุทธองค์ตรัสเป็นกลางๆ คือการปฏิบัติธรรม

 

ปริศนาปรินิพพาน

       เรื่องปรินิพพาน ก็มีผู้ที่มีความคิดเห็นแตกแยกออกไป ท่านบอกว่า พวกมหาสังฆิกะ มีลัทธิอย่างนี้

       สังฆิกะเป็นต้นกำเนิดมหายาน เข้าใจผิดว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระพุทธองค์เจริญอิทธิบาทสี่ และอยู่ได้ตลอดกัลป์ หมายถึงมหากัลป์คืออายุของโลก ทีนี้มหายานอยากให้พระพุทธเจ้าเป็นเหมือนเทพเจ้า ต่อมามีหลักคำสั่งสอน แม้ตัวปรินิพพานสูตรก็หายไป และเกิดมหาปรินิรวารสูตรเป็นภาษาสันสกฤต เนื้อหาพูดถึงพุทธภาวะของมหายาน จะรู้เรื่องปรินิพพานก็ต้องเอาจากของเรา อยู่ในมหาปรินิพพานสูตรที่เป็นบาลี เราเห็นชัดว่ามหายานก็รู้จักมหาปรินิพพานสูตร ท่านจึงวิเคราะห์หลักฐานในฝ่ายเถรวาทว่า พวกฝ่ายสังฆิกะเข้าใจความหมายกัลป์ เป็นมหากัลป์ ตีความเข้าไปศาสนาเก่า ความเข้าใจผิดมีแต่โบราณ

       ในทางพุทธศาสนาเถรวาทท่านเจาะจงเขียนให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ที่ได้ฝึกฝนพัฒนาพระองค์ดีแล้ว ทั้งทางจิตใจปัญญาจนตรัสรู้ แต่พระสรีระร่างกายของพระองค์เปลี่ยนไป ร่างกายตามธรรมดาที่เป็นไปตามกฎธรรมชาติ ตรงนี้เป็นหลักชัดเจนมากในพุทธศาสนาเถรวาท ท่านจะย้ำทุกแห่งไม่ใช่เฉพาะมหาปรินิพานสูตร

       มหาปรินิพพานสูตรท่านจงใจเลย จะพูดให้เห็นความเป็นมนุษย์ของพระพุทธเจ้า และการที่มีฤทธิ์ที่ว่าเป็นสองบุคลิก คือพระสาวกอย่างพระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตร ก็มีฤทธิ์เหมือนกัน เราก็ถือว่ามนุษย์พัฒนาดีแล้ว จะให้มีฤทธิ์ก็ได้ จะให้เหนือกว่าฤทธิ์ก็ได้ เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐ จนเทวดาพระพรหมมากราบไหว้บูชา ตรงนี้พระพุทธศาสนาเถรวาทต้องการเน้น เราจึงมีพุทธพจน์ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ทั้งที่เป็นมนุษย์นี้แหละ แต่ได้ฝึกอบรมพระหฤทัยตั้งมั่นถึงที่แล้ว เป็นผู้ฝึกพระองค์ดีแล้ว ลงท้ายว่าแม้เทพทั้งหลายก็มานมัสการ

       ดังนั้นพุทธศาสนาเถรวาทต้องการให้เห็นพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐที่ได้ฝึกฝนพระองค์อย่างดี ส่วนพระสรีระนั้นเป็นไปตามกฎธรรมชาติ มนุษย์จะได้ไม่หลง เป็นธีมของมหาปรินิพพานสูตรหรือพระสูตรอื่นก็ตาม ดูอย่างพุทธวงศ์ซึ่งเป็นคาถาที่กล่าวถึงพุทธประวัติรวบยอดตั้งแต่ต้นจนจบ จบว่าบัดนี้พระองค์ได้ปรินิพพานไปแล้ว สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ

       สาระอยู่ที่นี่ การบรรยายพระสูตรจะให้เห็นสองอย่างควบคู่กันไป ว่ามนุษย์นี่แหละว่าสามารถฝึกตนให้พิเศษ แม้เทพยดาทั้งหลาย พระพรหมยังมานมัสการได้แต่จะเป็นใครก็ตามจะมีฤทธิ์จะมีปาฏิหาริย์ต่างๆ ในที่สุดร่างกายก็ตกอยู่ใต้กฎธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเธอทั้งหลายอย่าได้ประมาท จะมาลงที่นี่ สาระสำคัญอยู่ที่คำสอนให้ชาวพุทธปฏิบัติ ท่านไม่ได้ยกย่องอิทธิปาฏหาริย์ ยิ่งเราอยู่ในบรรยากาศศาสนาพราหมณ์สมัยนั้นเราต้องมีฤทธิ์ แต่มีฤทธิ์ในการประกาศพระพุทธศาสนา เสร็จแล้วเป็นการบอกในตัวว่าฤทธิ์ไม่ชนะเกิดแก่เจ็บตาย

       ดังนั้นสาระสำคัญของพระสูตรมันชัด จะบอกสองบุคลิก พระสาวกพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรก็สองบุคลิก เช่น พ่อแม่เราก็สองบุคลิก พ่อแม่เราก็นับถือ และเป็นคนแก่ธรรมดาคนหนึ่ง มันไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องแยกแยะ

       เป็นการจับข้อมูลที่ผิดพลาด เช่น ตรงกัลป์ และพุทธพจน์ก็จับไม่ชัด ความไม่แม่นยำในข้อมูลตีความผิดว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีฤทธิ์ พระองค์ตรัสว่าใครก็ตามเจริญอิทธบาทสี่เป็นอย่างนี้ เป็นหลักธรรมและนำไปปฏิบัติได้

 

เรื่องพระสารีบุตร

       ในนั้นบอกว่า ตอนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน เดินทางจากเมืองราชคฤห์ไปแวะเมืองนาลันทา พบพระสารีบุตรที่นาลันทา นาลันทามีที่เกิดของพระสารีบุตร ตอนนั้นพระสารีบุตรจะปรินิพพาน พระพุทธเจ้าผ่านไปก็พบพระสารีบุตร และพระองค์เสด็จต่อไปที่เวสาลี และไปจำพรรษาที่เวฬุวคาม เมืองเวสาลี

       ตอนนี้แหละที่ผู้เขียนว่า พระสูตรตอนอื่นก็บอกชัดว่าพระสารีบุตรนิพพานไปแล้ว แสดงว่าผู้เรียบเรียงพระสูตรนี้ฟั่นเฟือน

       เกิดจากท่านผู้เขียนสับสนในเรื่องข้อมูล คำพูดที่ท่านใช้นำเสนอข้อมูลทำให้เข้าใจสับสน เพราะไปเขียนพระสูตรตอนอื่น คนอ่านก็เข้าใจว่ามหาปรินิพพานสูตร มีบางตอนที่กล่าวว่าพระสารีบุตรปรินิพพานไปแล้ว ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น ทำให้ผู้อ่านสับสนข้อมูลได้

       ความจริงพระสูตรในที่นี่หมายถึง พระสุตตันตปิฎกแห่งอื่น กล่าวถึงการปรินิพพานของสารีบุตรซึ่งไม่ได้มีตัววินิจฉัยว่า ปรินิพพานไปแล้ว เพราะพระเจ้าพบพระสารีบุตรที่นาลันทา และพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่เวสาลีและจะมีพระสูตรอีกสูตรหนึ่ง อยู่ในเล่ม ๑๙ มหาวารวรรค กล่าวถึงว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่อุรุเวลา อยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาในเขตเมืองพงสาลี พระพุทธเจ้าทรงปรารภการปรินิพพานของพระสารีบุตร โมคคัลลานะและตรัสถึงพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะท่านปรินิพพานไปแล้ว ท่านก็ไม่ได้เอาพระศาสนาพระธรรมวินัยไปด้วย ภิกษุทั้งหลายอย่ามัวเศร้าโศกอยู่เลย ก็ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

       ตรงนี้เป็นสาระที่ตรัสแสดงให้เห็นว่าตอนนั้นพระสารีบุตรปรินิพพานแล้ว แต่ว่าข้อความนี้พระพุทธเจ้าตรัสที่เวสาลี เวสาลีเราก็มีเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้ามาถึงหลังนาลันทา เป็นอีกตอนหนึ่งซึ่งสามารถอาจเกิดขึ้นได้ภายหลังจากพบพระสารีบุตรนั้น แต่ที่จริงมันไม่ใช่แค่นั้น อย่าลืมว่าพระสูตรท่านต้องการยกธรรมะมาแสดง การปรารภถึงบุคคลและเหตุการณ์นั้น เพื่อแสดงธรรม ดังนั้นการจัดหมวดหมู่พระไตรปิฎกจึงกระจัดกระจาย เพราะเอาธรรมะเป็นหลัก พระสูตรที่ตรัสคนเดียวกันไปโผล่ที่โน่น ที่นี่ และไม่ได้บอกว่าตรงไหนก่อนหรือหลัง คนที่จับไม่ถูกก็วินิจฉัยผิดพลาด

       เรื่องมหาปรินิพพานสูตรยาว แม้จะยาวอันที่จริงแล้วข้อความทั้งหมดกินเวลาครอบคลุมเวลาหนึ่งปี ใน ๑ ปี ท่านตรัสมากกว่านั้นเยอะ มหาปรินิพพานสูตรมีแค่ไม่กี่สิบหน้า จะบรรจุทั้งหมดได้ไง ท่านก็จับจำเพาะๆ สิ่งที่จับเกี่ยวกับเหตุการณ์ปรินิพพาน จับตอนว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาจากไหน และมาจำพรรษาที่ไหนในปีสุดท้าย เหตุที่พูดถึงการจำพรรษานั้น เพราะพรรษานั้นพระพุทธเจ้าอาพาธหนักที่เวฬุวคาม เหตุที่เอามาระบุเพราะท่านต้องการเล่าว่าพระพุทธเจ้าประชวร แต่พระองค์ตรัสว่าเราจะปรินิพพานตอนนี้ไม่สมควร ควรจะได้ลาสงฆ์ก่อน พระองค์ระงับอาพาธไว้

       ตรงนี้คือมนุษย์มีสรีระร่างกายของมนุษย์ แต่ด้วยความสามารถของพระองค์ที่พัฒนาอบรมจิตใจสามารถระงับห่มเวทนาและอาพาธนั้นไว้ก่อน ว่าเราต้องลาสงฆ์ก่อน และพระอานนท์มา ก็ตรัสกับพระอานนท์ พระอานนท์ก็ไม่สบายใจที่พระพุทธเจ้าประชวรหนัก พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าตัวเราเหมือนเกวียนคร่ำคร่าใช้งานมานานเป็นเรื่องธรรมดาของสังขาร เห็นว่าพระองค์ต้องการพูดถึงธรรมะ

       ทีนี้จับเหตุการณ์ปรินิพพาน แต่ทั้งหมดจุดสำคัญ คือ การสอนธรรมะ เวลาปรารภเหตุการณ์ตรงไหน ก็เป็นการสอนธรรมะเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพุทธบริษัท ที่ท่านเล่าพระสูตรคือเน้นความเป็นมนุษย์ของพระพุทธเจ้าแต่เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ ที่ฝึกฝนอบรมพระหฤทัย ปัญญาของพระองค์อย่างดี เป็นมนุษย์ประเสริฐ แม้แต่เทวดาและพรหมมากราบไหว้บูชา ในพระสูตรบอกในตัว ว่าไม่ได้สรรเสริญพระพุทธศาสนาและไม่ส่งเสริมเรื่องฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่เป็นเรื่องประกอบอยู่ในบรรยากาศศาสนาพราหมณ์ และบรรยากาศสังคมสมัยนั้น สมัยนั้นวิธีเล่าก็เป็นแบบนี้ ไม่ใช่แค่มหาปรินิพพานสูตรเพียงอย่างเดียว

       มันเป็นไปธรรมดาต้องการสอนธรรมะ อะไรที่เกี่ยวกับปรินิพพานก็จะเน้นเรื่องความไม่ประมาทให้เกิดสังเวชเห็นความจริงของสังขารทั้งหลาย

       ต่อมาพระองค์ปรารภพระองค์เอง พระองค์อาพาธหนัก บอกว่าท่านทั้งหลายจงมีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่าหวังพึ่งเราอยู่ ถ้าทำอย่างนี้แล้วก็เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง เน้นอยู่ที่การสอนธรรมะ เอาปรินิพพานให้เห็นความสังเวชเป็นตัวกระตุ้นไปสู่การปฏิบัติธรรม

       ทีนี้พระสารีบุตร อาตมาบอกว่าพระพุทธเจ้าพบที่นาลันทา เสด็จมาและต่อมาที่เวสาลี พระองค์ก็ได้ตรัสพระสูตรที่ปรารภการปรินิพพานของพระสารีบุตร ตัวพระสูตรนี้ไม่ได้อยู่ในพระมหาปรินิพพานสูตร เพราะว่าถ้าเอามารวมก็ยาวเข้าไปใหญ่ จึงเอาเหตุการณ์สำคัญมา

       มหาปรินิพพานสูตรครอบคลุมหนึ่งปี เหตุที่ตรัสจำพรรษาที่เวสาลีเพราะต้องการให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าประชวรหนักแล้ว พอออกพรรษาไปแล้ว ก็เกี่ยวกับกาลเวลาที่ท่านเขียนว่า เห็นได้ชัดว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานหลังจากออกพรรษาไม่นาน เพราะฉะนั้นที่ปรินิพพานเป็นเดือนหกไม่ได้เพราะออกพรรษาเป็นเดือนสิบเอ็ด ก็อย่างที่ว่าพระสูตรนั้นเล่าถึงกำหนดจุดที่สำคัญๆ เล่าจำพรรษา เพราะมีการอาพาธหนัก และมาเล่าถึงเวสาลีอีกทีหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าปลงพระชนมายุปลงสังขาร ออกพรรษาแล้วไปไหนระหว่างนั้น ไม่จำเป็นว่าออกพรรษาแล้วเสด็จทันที การที่ทรงปลงว่าอีกสามเดือนปรินิพพานก็ชัดอยู่แล้วอย่างสามเดือน ไม่จำเป็นว่าจะต้องออกเดินทางทันที

       ในอรรถกถาท่านเล่าบทพระพุทธเจ้าออกพรรษาที่เวสาลี แล้วเสด็จเดินทางไปสาวัตถี ราชคฤห์อีกเชตวัน ตอนนั้นพระสาลีบุตรได้ปรินิพพานแล้ว ท่านจุนทะก็นำพระสารีริกธาตุของพระสารีบุตรมา พระพุทธเจ้าก็ให้ก่อเจดีย์ไว้ ต่อไปพระองค์เสด็จไปที่ราชคฤห์ก็เกิดเหตุการณ์เรื่องพระโมคคัลลานะปรินิพพาน พระองค์ก็ให้ก่อเจดีย์ แล้วพระองค์ก็กลับมาที่เวสาลีและต่อมาปลงพระชนมายุสังขาร อีกสามเดือนก็ปรินิพพาน

       กาลเวลาต้องไปอ่านที่โน่นที่นี่ให้ชัด ไม่ใช่ว่าสรุปเอาเองและหาว่าท่านฟั่นเฟือน ก็กลายเป็นตัวท่านสับสน พลอยทำให้สับสนไปด้วย

 

เรื่องวัสสการพราหมณ์เข้าเฝ้า

       ท่านยังปรารภเรื่องตอนหลังพระพุทธเจ้าเสด็จประทับที่ราชคฤห์ มีวัสสการพราหมณ์เข้ามาเฝ้า แล้ววัสสการพราหมณ์บอกว่าพระเจ้าอชาตศัตรูกำลังมีพระราชดำริว่าจะยกทัพไปตีวัชชี ที่นี้จะลองหยั่งว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงผินพระพักตร์ไปหาอานนท์ ดูก่อนอานนท์ ว่าครั้งที่เราอยู่ที่เมืองเวสาลีได้แสดงหลักวัชชีอปริหานิยธรรม ๗ ประการไว้ บัดนี้พวกเจ้าวัชชีลิจฉวีทั้งหลายยังปฏิบัติตามหลักนี้ดีอยู่หรือ

       การตีความของท่านตรงข้ามกับคนอื่น เขาตีความว่าพระพุทธเจ้าเข้าข้างวัชชีเขาตีความมาก่อน ท่านไปตีความว่าพระพุทธเจ้าไปให้ท้ายอชาตศัตรู

       ทำไมเขาว่าพระพุทธเจ้าเข้าข้างวัชชี ก็อชาตศัตรูเป็นมหาอำนาจ แคว้นใหญ่ พระพุทธเจ้ายั้งไว้ก่อน ไม่ให้ไปตี เพราะว่าถ้าไปตีมันก็แหลกลาญไปข้างหนึ่ง สูญเสียเยอะ ยั้งไว้ก่อน

       พระองค์ก็เสด็จไปวัชชี พอจากราชคฤห์ พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาที่เวสาลีเลย ไปเป็นกำลังใจกับพวกลิจฉวี พระองค์แสดงมาเยอะ พระองค์เสด็จออกจากเวสาลียังนาคาวโลกเลย ตอนที่จะปรินิพพาน หันกลับมามองเวสาลีทั้งพระองค์เลย เขาเรียกว่านาคาวโลกเลย

       ทีนี้พวกนักปราชญ์ทำไมตีความอย่างนั้น เขาบอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นชาวศากยะ ชาวศากยะปกครองด้วยระบบสามัคคีธรรม และระบบสามัคคีธรรมตอนนั้นมีเหลือไม่กี่แคว้นวัชชีเป็นแคว้นใหญ่สุด กษัตริย์ลิจฉวีปกครองด้วยระบบสามัคคีธรรม และมีพวกมัลละก็แย่ไปแล้ว และพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เป็นการส่งเสริมให้พระองค์หนุนการปกครองระบบนี้

       ตอนนั้นระบบราชาธิปไตย เนื่องจากแคว้นโกศลเป็นราชาธิปไตยไปตีเอาจากศากยะ แล้วมัลละสูญเสียอำนาจเหลือวัชชีอย่างเดียว ตอนนี้อชาตศัตรูจ้องจะเอาลงให้ได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทรงห่วงวัชชีมากนั้น เขามองว่าพระพุทธเจ้าเข้าข้างวัชชี แต่จะเข้าข้างใครที่จริงไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญพระพุทธเจ้าทรงเป็นกลาง

       คำตรัสนั้นเป็นกลาง ยังไงอชาตศัตรูคิดล้มล้างอยู่แล้ว อันหนึ่ง พระองค์ต้องทำ อย่าให้สูญเสียชีวิต มนุษย์ฆ่ากันตายมากมายใครจะแพ้ชนะมันคือความพินาศ ถ้าวัชชียังปฏิบัติตามธรรมะนี้ก็ยังไม่มีใครตีแตก และจะเห็นว่าพระองค์ไม่ได้ซ่อนเร้นความหมายถ้อยคำที่ตรัสและการพบวัสสการพราหมณ์ พอวัสสการพราหมณ์กลับไป พระพุทธเจ้าสั่งพระอานนท์ทันที พุทธบัญชาให้อานนท์เรียกประชุมพระทั้งหมดที่อยู่ในเขตไพศาลี มาประชุมกันที่สัณฐาคารสาลาและพระองค์ก็ตรัสภิกขุอปริหาานิยธรรม ๗ ประการ และการที่จะตรัสต้องชัดแล้วว่า ต้องตรัสปรารภเหตุคือวัสสการพราหมณ์มา และตรัสวัชชีอปริหานิยธรรมและตรัสกับพระสงฆ์เองว่าพระสงฆ์ก็ต้องมีภิกขุอปริหานิยธรรม ๗ ประการ หวังได้แต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อม

       เสร็จแล้ว ภิกขุอปริหานิยธรรมหมวด ๗ อีกหลายหมวด หมวด ๖ ก็มี มีเยอะแยะเลย และคิดดูสิการประชุมสงฆ์แบบนี้ไม่ถึงข้างวัชชีหรือ

       วัชชีก็ต้องรู้พระพุทธเจ้าบอกว่าเธอต้องรักษาสามัคคีให้ดี อันนี้เป็นกลางที่สุด เอาหลักไว้ ก็อยู่ที่ว่า อยู่รักษาธรรมหรือไม่ก็เหมือนกับเราเดี๋ยวนี้ เราจะพูด ใครจะมาตีกัน ใครจะชนะเรา เราไม่บอกว่าฝ่ายไหนจะชนะหรือแพ้

       เราบอกว่าถ้าหากใครมีสติปัญญาดี ใครปฏิบัติดีคนนั้นชนะใช่ไหม ก็ว่ากันกลางๆ วัสสการพราหมณ์ หากมีปัญญาฉลาด แกบอกว่าต้องไปทำลายความสามัคคี ทีนี้วัชชีเวสาลีทำไมไม่รักษาสามัคคีของตัวไว้ให้ได้ พระพุทธเจ้าก็เตือนแล้ว เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ในการตีความเอียงไปข้างโน้นเอียงไปข้างนี้ เอียงเข้าข้างอชาตศัตรู และพวกนักปราชญ์บางคนเอียงเข้าข้างวัชชี แต่ที่จริงแล้วพระพุทธเจ้าเป็นกลาง

 

เรื่องสูกรมัททวะ

       ความจริงเป็นการเล่าซื่อๆ ของเหตุการณ์ว่าอะไรมันเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าประชวรในพรรษาและจะถึงสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็บอกว่าระงับเวทนาไว้ก่อน ลาสงฆ์ก่อน และตรัสธรรมะมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปลงพระชนมายุสังขาร และปรินิพพาน พระองค์ประชวรอยู่แล้ว ท่านก็บอกตรงๆ แต่ว่าการปรินิพพาน ตอนเหตุการณ์ใหญ่ว่าปรินิพพานด้วยอะไร คือตัวสุดท้ายคือ สูกรมัททวะ แต่ไม่ใช่หมายความว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ประชวรมาก่อน ท่านก็บอกมาตรงๆว่าประชวร ท่านก็เจาะจงให้เห็นว่าท่านมีสรีระเหมือนมนุษย์ธรรมดา แต่พระองค์มีพิเศษคือความเป็นพุทธะ มีมหากรุณาที่ต้องการช่วยให้เวไนยสัตว์พ้นทุกข์ ปรารภเหตุการณ์อะไรและแสดงธรรมให้ฟัง

       จุดเป้าประสงค์อยู่ตรงนี้ เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องให้ความสำคัญ จะตีความกันว่าสูกรมัททวะเป็นเนื้อสุกรอ่อนหรือเป็นเห็ดที่หมูชอบกิน แต่ว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นอยู่ที่เหตุการณ์ตอนครั้งสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าประชวรอยู่แล้ว และปรินิพพานตอนนั้น

       พระมหากัสสปะยิ่งไม่ค่อยเกี่ยวเลย อาตมาอ่านดูท่านโยงเรื่องได้ไง คือพูดถึงการปรินิพพานและโยงพระมหากัสสปะจะมายึดอำนาจ ตอนนั้นพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลนะปรินิพพานไปแล้ว เวลานั้นพระมหากัสสปะเป็นพระเถระผู้ใหญ่สุด ถึงเวลาปรินิพพานถึงท่านไม่มาตอนนั้น ต่อจากนั้นท่านก็ต้องมา มันเป็นเรื่องธรรมดา

       เมื่อมากันแล้วก็เป็นเรื่องของพระที่มีระบบความเป็นอยู่ถือสงฆ์เป็นใหญ่ ลูกศิษย์ของพระมหากัสสปะพูดไม่ดีต่อพระพุทธเจ้า ท่านก็มาพูดปรารภชักชวนพระเถระองค์อื่น ท่านไม่ได้เป็นผู้มีความสามารถจะมาบังคับบัญชาว่าเรามาสังคายนากันเถิด ตกลงกันจะสังคายนาแต่ก็ไม่ได้สังคายนา อีกสามเดือนไปสังคายนาที่ราชคฤห์

       ราชคฤห์ก็เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาและพระเถระผู้ใหญ่ก็อยู่ที่นั่น พระเถระผู้ใหญ่อยู่ที่นั่นเยอะแยะ หรือไม่อยู่เวลานั้นก็เดินทางกันมา เดินทางกันมาและตกลงว่าจะเอาอย่างไร พระมหากัสสปะก็เป็นพระเถระผู้ใหญ่สุด เขาก็ยกให้ท่านเป็นประธาน

       เราไม่รู้เหตุผลอะไรที่ยกว่าพระมหากัสสปะมายึดอำนาจ แต่ว่ามันเห็นคุณความดีของท่าน ท่านได้ชักชวนพระสังคายนา รวบรวมพระธรรมวินัยและพุทธพจน์

       ในพุทธเถรวาทท่านมีแนวที่ชัดเจน คือต้องการชี้แนะเห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ มนุษย์ผู้ประเสริฐด้วยการทรงที่บำเพ็ญบารมี บำเพ็ญความดี ฝึกฝนอบรมพระองค์ให้มีพระหฤทัยเจริญงอกงาม มีพระปัญญาจนถึงตรัสรู้

       เราทั้งหลายเป็นมนุษย์ เราสามารถทำแบบพระองค์ได้แม้แต่ฤทธิ์ก็เหมือนกัน ฤทธิ์ก็เป็นความสามารถพิเศษแบบหนึ่งซึ่งมนุษย์ก็ทำได้ แต่มีฤทธิ์เก่งขนาดไหน ก็ต้องอยู่ใต้กฎธรรมชาติ สรีระร่างกายเป็นมนุษย์ก็ต้องเกิดแก่เจ็บตาย พระพุทธเจ้าชี้อันนี้ เพื่อให้พวกเราทั้งหลายไม่ประมาท และเร่งขวนขวายใช้เวลาให้เป็นประโยชน์เพื่อเจริญไตรสิกขา เพียรพัฒนาฝึกฝนอบรมตนเองเพื่อให้บรรลุภูมิธรรมสูง ให้เอาตนเป็นที่พึ่งเป็นธรรม และพระสูตรทั้งหมดที่ตรัสนี้ เมื่อเน้นจุดเหล่านี้ จะเล่าเหตุการณ์อะไรก็ตามจะเน้นที่การแสดงธรรม

       ดังนั้นในมหาปรินิพพานสูตรตัวสาระไม่ว่าตรัสปรารภอะไรก็จะแสดงธรรม

จากพุทธศาสนิก

Search:
Keywords:
In Association with Amazon.com