Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

ให้มันมาเชื่อมกับฉันทะให้ได้  ส่วนประเภทที่ ๒ คือ ฉันทะ ไม่ว่าจะเบนมาจากตัณหาก็ตาม  หรือเกิดจากความรู้โดยตรงก็ตาม  ให้ระงับด้วยการทำให้สำเร็จ

     เพราะฉะนั้น  ฉันทะนั้นพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ต้องระงับเหมือนกัน  แต่ระงับด้วยการทำให้สำเร็จ  ไม่ใช่ปล่อยให้มันค้างอยู่  เมื่อมีฉันทะแล้วก็ต้องพยายามทำให้สำเร็จ  นี่คือหลักสำคัญในการที่จะปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้า

     คนที่ปฏิบัติธรรมจะต้องมีฉันทะเป็นตัวเริ่มต้น  ท่านถือว่า ฉันทะเป็นมูลแห่งธรรมทั้งปวง  ในเมื่อเราจะต้องมีฉันทะเป็นตัวเริ่มต้น  เป็นแรงขับเคลื่อนเบื้องแรก  จึงต้องรู้จักแยกกันให้ดีระหว่างความอยากที่ถูกต้อง หรือความอยากที่เป็นธรรม  ชอบธรรม กับความอยากที่ไม่ถูกต้อง หรือความอยากที่ไม่ชอบธรรม  แล้วก็เลิกปฏิบัติในความอยากที่ถูกต้องชอบธรรม  และกระตุ้นเร้าให้มันเกิดขึ้นด้วย  เพราะฉันทะนี้เป็นแรงจูงใจที่ถูกต้อง

     ในภาษาสมัยใหม่เขาใช้คำว่า แรงจูงใจ  เราก็แบ่งแรงจูงใจออกเป็น ๒ ประเภท คือ แรงจูงใจประเภทตัณหาที่ไม่สัมพันธ์กับความรู้ความเข้าใจ  และไม่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิต  คือไม่รู้ว่าจะทำให้เกิดคุณภาพชีวิตหรือทำลายคุณภาพชีวิต  กับแรงจูงใจประเภทฉันทะที่เป็นไปด้วยความรู้และส่งเสริมคุณภาพชีวิต

     ฉันทะหรือความอยากประเภทที่ ๒ นี้  ถ้าเราใช้ภาษาชาวบ้าน  ก็จะแยกออกจากฉันทะประเภทที่ ๑ ได้ง่าย  ความอยากประเภทที่ ๑  หรือตัณหานั้น  ถ้าแปลเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ก็คือ อยากได้ อยากมี หรือใช้อีกคำหนึ่งว่า อยากเสพ  ส่วนฉันทะหรือความอยากฝ่ายกุศล  แปลว่า อยากรู้ อยากทำ หรือใฝ่รู้ ใฝ่ทำ  เวลาท่านแปลเป็นภาษาบาลี  โดยใช้ศัพท์เต็ม  ฉันทะท่านขยายเป็น กตฺตุกมฺยตาฉนฺท แปลว่า ฉันทะคือความต้องการจะทำ  ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเป็นบุญเป็นกุศล

     ความอยากทั้งสองนี้  เมื่อเอามาใช้ในแนวคิดสมัยใหม่  ก็สัมพันธ์กับค่านิยม คืออยากได้อยากมีนั้น  เข้ากันกับค่านิยมบริโภค  ส่วนอยากทำ อยากรู้ เข้ากันกับค่านิยมผลิต  มันสัมพันธ์กันอย่างนี้  จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรมในความหมายแคบ ๆ  แต่ใช้ได้กับการพัฒนาประเทศทั้งหมดด้วย

     ปัจจุบันประเทศของเรามีปัญหาเรื่องค่านิยมและเรื่องแรงจูงใจนี้มาก  คนในสังคมมีแรงจูงใจประเภทตัณหามากและทำให้เกิดค่านิยมบริโภค  ซึ่งทำให้ไม่เกิดการสร้างสรรค์ และทำให้พัฒนาประเทศไม่สำเร็จ

     คนไทยเรามักมองสิ่งทั้งหลายด้วยความรู้สึกที่อยากจะมีอยากจะใช้เท่านั้น  ไม่ได้คิดอยากจะผลิต  ทำอย่างไรจะเปลี่ยนให้คนของเรา  เมื่อเห็นอะไรที่เป็นความเจริญแล้ว อยากจะทำให้ได้อย่างนั้น

     แม้แต่ความเข้าใจในคำว่าเจริญนี่  คนไทยเราก็มักเข้าใจความหมายแบบนักบริโภค  ถามว่าเจริญคืออย่างไร  เห็นฝรั่งเจริญ เราก็บอกว่า เจริญคือมีใช้อย่างฝรั่ง  เพราะฉะนั้น  เราก็เป็นนักบริโภค  เพราะคิดแต่หาทางให้มีอย่างเขา

     ทีนี้  ถ้าเข้าใจความหมายของความเจริญอย่างนักผลิต  ก็จะมองใหม่ คือมองว่า เจริญคือทำได้อย่างเขา  เราเคยมองอย่างนี้ไหม  เด็กหรือคนของเรานี่  มองภาพของความเจริญว่า  คือทำได้อย่างเขา  มีบ้างไหม  แม้แต่ว่าจะเล่น เด็ก ๆ ของเราก็มักจะเล่นเพียงเพื่อสนุกสนาน  เล่นแบบนักบริโภค  นักเสพ  เราไม่ค่อยได้ฝึกเด็กของเราให้เล่นแบบนักผลิต หรือนักทำ 

     สำหรับนักผลิตนั้น  แม้แต่จะเล่นก็มีความหมายว่า เล่นแบบนักทำ  คือฝึกทำอะไรต่ออะไรให้เป็น  พยายามเล่นทำอะไรต่าง ๆ ให้เป็น  อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก  มันสัมพันธ์โยงกันไปหมด

     เพราะฉะนั้น  จากอันนี้คือแรงจูงใจที่ผิดพลาด  เมื่อมีแรงจูงใจแบบตัณหาอยู่แล้ว  ก็ยากที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้

     ในการแก้ปัญหานั้น   เราจะมัวมาลบล้างกำจัดตัณหากันอยู่ก็ไม่ไหว  เป็นการแก้ด้านลบอย่างเดียว  แต่เราก็มักจะเน้นกันมากในแง่นี้  แม้แต่ในวงการนักปฏิบัติก็ไปเน้นที่การลดละตัณหา ลดละความอยาก  ไม่เน้นในด้านบวก  การเน้นด้านบวกก็คือให้ส่งเสริมฉันทะขึ้นมา  ทำอยากนี้จะเป็นการดีกว่ามัวไปเน้นด้านลบ  คือส่งเสริมให้เอาตัวบวกมาแทนตัวลบ  เอาฉันทะมาแทนตัณหา

     ผู้ที่ปฏิบัติธรรมต้องมีฉันทะ  แล้วก็ระงับความอยากที่เรียกว่าฉันทะนั้น  ด้วยการทำให้สำเร็จ  ซึ่งอันนี้ก็เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศด้วยเพราะความอยากมี อยากใช้ อยากได้  อยากบริโภคนั้น  เป็นตัวการทำให้ประเทศชาติไม่พัฒนา  ก็จะต้องแก้ไขปรับปรุงพัฒนาคนให้มีความอยากทำ  อยากผลิต พร้อมทั้งความอยากรู้ จึงจะพัฒนาไปได้

     ธรรมฉันทะ แปลว่า อยากในธรรม ธรรมแปลว่าอะไร ธรรม แปลว่า สิ่งที่ดีงามและความจริง หรือความจริง ความถูกต้องดีงาม

     แง่ที่ ๑ ธรรม  คือความจริง  ธรรมฉันทะก็คืออยากในความจริง  เมื่ออยากในความจริง  ต้องการเข้าถึงความจริง  ก็ต้องอยากรู้  เพราะฉะนั้น อยากในความจริง จึงต้องมีความอยากรู้  จึงมีความหมายของฉันทะแง่ที่หนึ่งว่า อยากรู้หรือใฝ่รู้

     แง่ที่ ๒ ธรรมแปลว่าสิ่งที่ดีงาม ธรรมฉันทะ ก็คือ อยากให้เกิดมีสิ่งที่ดีงาม  เมื่ออยากให้เกิดมีสิ่งที่ดีงามก็ต้องทำให้เกิดให้มีขึ้น  สิ่งที่ดีงามจะเกิดมีขึ้นสำเร็จได้ก็ด้วยการทำ  เพราะฉะนั้น  ธรรมฉันทะหรือเรียกสั้น ๆ ว่า ฉันทะ  ก็จึงมีความหมายว่าอยากทำ

     รวมความว่า ต้องการเข้าถึงความจริง  และต้องการให้สิ่งดีงามเกิดขึ้น  เมื่อต้องการเข้าถึงความจริง  และให้สิ่งที่ดีงามเกิดขึ้น  ก็ต้องอยากรู้และอยากทำ  อยากรู้ก็จะได้เข้าถึงความจริง  อยากทำก็เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้เกิดมีเป็นจริงขึ้นมา  เพราะฉะนั้น  จึงแปลฉันทะว่าอยากรู้และอยากทำ

     ในเมืองไทยปัจจุบันนี้ต้องส่งเสริมเรื่องนี้ให้มาก  ส่งเสริมความใฝ่รู้และใฝ่ทำ  ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังขาดแคลนมากในสังคมไทยปัจจุบัน

     รวมความว่าในหลักของพระพุทธศาสนานี้มีความอยาก ๒ ประเภท  ที่เราจะต้องแยกให้ถูกต้อง  อย่าไปนึกว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นการพยายามที่มุ่งแต่เพียงลดละความอยาก  แล้วก็รังเกียจกลัวความอยาก  แสดงตัวว่าไม่มีความอยาก  จะทำให้เกิดท่าทีที่ผิดพลาด  แล้วก็เป็นภาพที่ไม่ดี  ทำให้เกิดผลเสียทั้งแก่ตนเองและพระพุทธศาสนา

     อย่างที่บอกแล้วว่า  ความอยากที่ถูกต้องสัมพันธ์กับปัญญา  ตอนแรกจะต้องรู้  การที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร  อะไรเป็นความจริง  และอะไรเป็นสิ่งดีงาม  ก็คือต้องมีปัญญา  คนเราก็จึงต้องมีการเรียนรู้

     การศึกษามีความมุ่งหมายประการหนึ่งเพื่อสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง  แต่แรงจูงใจที่ถูกต้องนั้น  จะเดินหน้าไปไม่ได้  ในเมื่อยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร  ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร  ไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกต้องดีงามคืออะไร  แล้วทีนี้  เมื่อการศึกษาดำเนินไปถูกต้องแล้ว  การศึกษานั้นก็ทำให้คนเกิดปัญญา  มีความรู้ความเข้าใจ  พร้อมที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา  ซึ่งเป็นลักษณะของการดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา

     พระพุทธศาสนาบอกว่าชีวิตที่ประเสริฐ  คือชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญา  ตอนนี้ไม่ได้เป็นอยู่ด้วยตัณหา  ไม่ได้เป็นอยู่ด้วยอวิชชา  เปลี่ยนจากความไม่รู้ที่ทำให้ดิ้นรนไปตามความอยากซึ่งมุ่งแต่จะบำรุงบำเรอตนเอง  หันมามีความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว  จึงมีความต้องการในสิ่งต่าง ๆ อย่างถูกต้อง  จึงอยากในสิ่งที่ควรอยาก  คืออยากในสิ่งที่รู้ว่ามีคุณประโยชน์  ทำให้เกิดคุณภาพชีวิต

     ความอยากอย่างนี้จึงต้องเริ่มต้นด้วยความรู้ก่อนหรือเป็นไปพร้อมด้วยความรู้  ความต้องการหรือแรงจูงใจที่ถูกต้อง จึงเริ่มจากการมีความรู้  แต่จะมีความรู้ได้ก็ต้องศึกษา คือพัฒนาคนให้มีปัญญา  เมื่อมีปัญญาจึงจะรู้จักที่จะอยากอย่างถูกต้อง  แล้วก็ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง  เมื่อชีวิตดำเนินไปอย่างนี้ก็จึงเป็นชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญา

เฉยไม่เอาเรื่องหรือคือปฏิบัติธรรม

     คราวนี้ อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน  ก็คือ ในวงการนักปฏิบัติไม่น้อยเลย  ได้มีความโน้มเอียงที่จะรู้สึกกันว่า  ถ้าเป็นนักปฏิบัติหรือปฏิบัติสำเร็จแล้ว  จะเป็นคนเฉย ๆ ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไร  ความรู้สึกนี้กลายเป็นทัศนคติที่ชักจะเป็นไปมาก  เป็นเรื่องที่น่าจะต้องรีบยกขึ้นมาพิจารณาและถ้าผิดพลาดก็จะต้องแก้ไข

     เดี๋ยวนี้ชาวพุทธจำนวนมากมีความรู้สึกทำนองว่า  เมื่อมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น  ถ้าใครเฉย ๆ ก็เป็นคนหมดกิเลส  ความรู้สึกคลุมเครืออย่างนี้เป็นอันตรายมาก  จะต้องมาทำความเข้าใจกันแม้แต่คำว่า เฉย ก่อน

     คำว่า เฉย นี้ เรามักจะเอาไปโยงกับคำว่า อุเบกขา  อุเบกขา แปลว่า วางเฉย  ทางพระท่านว่า วางเฉยมี ๒ แบบ 

     เฉยแบบที่ ๑ คือ วางเฉยแบบที่เป็นอกุศลเป็นบาป ควรกำจัด  เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  เรียกว่า อัญญาณุเบกขา  มาจากคำว่า  อัญญาณ ญาณ แปลว่า ความรู้ อัญญาณ ก็คือความไม่รู้  แล้วไปบวกกับอุเบกขา  ที่แปลว่า ความวางเฉย  ก็แปลว่า  วางเฉยโดยไม่รู้  เรียกตามภาษาไทยง่าย ๆ ก็คือ เฉยโง่ เฉยเขลา เฉยไม่รู้เรื่อง  คนจำนวนมากเฉยเพราะไม่รู้เรื่องรู้ราว  เมื่อไม่รู้ก็เลยเฉย

     ทีนี้  เฉยแบบที่ ๒  เป็นกุศลธรรม  เป็นสภาพจิตที่ดีงาม  คือเฉยด้วยความรู้  โดยวางใจเป็นกลางในสิ่งต่าง ๆ  เพราะรู้จังหวะหรือความพอดีที่จะปฏิบัติต่อบุคคล สิ่งของ เรื่องราว  หรือสถานการณ์นั้น ๆ เรียกว่าเป็นอุเบกขาตรง ๆ ไม่ต้องมีคำอะไรอื่นนำหน้า  เป็นอุเบกขาแท้ ๆ เป็นอุเบกขาที่บริสุทธิ์  เป็นเรื่องของการวางท่าทีที่ถูกต้อง

     ในสถานการณ์ที่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา  มีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง  เราจะเห็นคน ๓ ประเภท

     คนพวกที่ ๑ เฉยเพราะไม่รู้เรื่องรู้ราว  มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่รู้   มีเรื่องราวเดือดร้อนเป็นปัญหาก็ไม่รู้  พวกนี้ก็เฉย

     ต่อไปพวกที่ ๒ คือ คนที่เอะอะโวยวาย  ตื่นตูม พอมีเรื่องราวปัญหาอะไรขึ้นมาก็ตื่นเต้น  โว้กว้ากตีโพยตีพายต่าง ๆ พวกนี้ก็ไปอีกแบบหนึ่ง

     สุดท้ายพวกที่ ๓ คือ พวกที่รู้ คือ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร  และรู้ด้วยว่าจะทำอะไร เมื่อไร  พวกนี้รู้จังหวะ รู้ขั้นตอน รู้ว่าจะทำอย่างไร  รู้วิธีแก้ไข  พวกนี้ก็เฉยเหมือนกัน

     มี ๓ พวก ท่านว่าพวกไหนปฏิบัติถูกต้อง  พวกที่ ๑ แน่นอนละ ไม่ถูกต้อง เรียกว่า อัญญาณุเบกขา  คือ เฉยไม่รู้เรื่อง  เพราะไม่รู้ก็เลยเฉย  พวกที่ ๒ นั้น เอะอะโวยวาย  พวกนี้รู้ครึ่งไม่รู้ครึ่ง  ก็เลยตื่นเต้นโวยวายไป  พวกนี้ก็แก้ปัญหาไม่ค่อยสำเร็จ  บางทีปะเหมาะเคราะห์ดีแก้ถูกก็ดีไป แก้ไม่ถูกก็พลาดก็เสียไป

     พวกที่ ๓ นั่นแหละ  จึงจะเป็นพวกที่จะแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง  เพราะมีความรู้แล้วจึงวางใจเฉยนิ่งได้ และเฉยไว้ก่อน  แต่รู้จังหวะว่าจะทำอะไรเมื่อไร  พวกนี้ไม่ใช่เฉยไปเลยนะ  เฉยเตรียมพร้อม  เฉยพร้อมที่จะทำทุกอย่างให้ถูกต้อง  ให้ถูกจังหวะ  อันนี้คือการวางเฉยที่ต้องการในทางธรรม

     ในการปฏิบัติธรรมนั้น  เรามีการวางเฉย  คือการวางใจเป็นกลาง  วางใจเป็นกลางต่อบุคคล วางใจเป็นกลางต่อสภาพแวดล้อม  วางใจเป็นกลางต่อธรรม  แม้แต่ธรรมต่าง ๆ ก็ต้องมีการวางใจเป็นกลาง

     ท่านยกตัวอย่างเหมือนกับสารถีขี่ม้า   หรือแม้แต่ขี่รถก็ตาม  ตอนแรกขับรถ  รถยังวิ่งไม่เข้าที่ ก็ต้องเร่งเครื่องบ้าง ต้องเลื่อนโน่นเลื่อนนี่บ้างอะไรต่างๆ ต้องใช้ความเพียรพยายาม  เอาเรี่ยวแรงมาหันพลิกดึงรั้งอะไรมากมาย  แต่พอรถวิ่งเข้าที่  เช่นถ้าเป็นรถม้า  ม้าวิ่งเรียบสนิทดีแล้ว  สารถีจะนิ่ง  แกจะวางเฉย นั่งสบาย  แต่เป็นการเฉยที่ตื่นตัวเตรียมพร้อม

     คำว่า อุเบกขา นั้น  แปลตามตัวว่า เข้าไปมองดู  คือ คอยมองดู  อุเบกขามาจาก อุป + อิกฺข  อิกฺข แปลว่า เห็นหรือมอง  อุป แปลว่า คอยหรือเข้าไป  จึงแปลว่า เข้าไปมองหรือคอยมองดู  แสดงว่าเขาไม่ได้เฉยเมยหรือเฉยเมินนะ  เขาเฉยคอยมองอยู่  มองนี่คือตื่นตัวพร้อม

     สารถีที่ขับรถเก่งแล้ว  ขี่ม้าเก่งแล้ว  จะไม่ตื่นเต้นโวยวาย  ไม่เหมือนคนขับใหม่ ๆ หรือคนที่ขี่ม้าใหม่ ๆ ซึ่งตื่นเต้นวุ่นวาย  บางคนโวยวายอยู่ไม่เป็นสุข  แต่คนที่เขาขี่ม้าได้เก่งแล้ว  พอม้าวิ่งเรียบเข้าที่แล้ว  เขานั่งนิ่งสบาย นิ้งเนี้ยบ  แล้วก็พร้อมตลอดเวลาที่จะแก้ไข มีอะไรจะต้องแก้ไข  ม้าวิ่งผิดพลาดอย่างไร  เขาแก้ได้ทันทีทันควัน

     คนขับรถสมัยปัจจุบันก็เหมือนกัน  ถือพวงมาลัยอยู่นี่  ขับชำนาญแล้ว  แกก็ไม่ตื่นเต้น  ไม่วุ่นไม่กระวนกระวายไม่ทุรนทุรายอย่างคนขับใหม่ ๆ แกจะนั่งนิ่งสบาย  แต่พร้อมที่จะแก้ไขเหตุการณ์ได้ทุกเวลา  นี่เรียกว่า อุเบกขา

     อุเบกขาจะอยู่ในลักษณะของคนที่ขับรถหรือขี่ม้าได้นิ่งสนิทแล้วพร้อมที่จะแก้ไขเหตุการณ์ได้ทันที หรือเหมือนอย่างพ่อแม่  พ่อแม่เห็นลูกอยู่เป็นปกติสุขสบายรับผิดชอบตัวเองได้ ก็วางเฉย  แต่ก็มองดูอยู่และพร้อมที่จะแสดงเมตตากรุณามุทิตาได้ทันที  อันนี้เรียกว่า อุเบกขา เป็นธรรมที่สำคัญ  ต้องมีปัญญาจึงทำได้

**********************************************ล่าสุด***********************************************

     เราไปเข้าใจเป็นว่า ถ้าเป็นผู้สำเร็จแล้ว  ก็วางเฉย ไม่เอาเรื่องเอาราว  เห็นเป็นคนไม่มีกิเลสไป  แต่ที่จริงนั้น คนที่หมดกิเลสแล้ว  เป็นคนหมดเหตุที่จะต้องทำอะไรเพื่อตนเอง  เพราะฉะนั้น  ท่านก็จะทำให้ผู้อื่นได้เต็มที่  ทำสิ่งที่ควรทำตามเหตุตามผล  และทำในสิ่งที่เห็นว่าเป็นคุณประโยชน์อย่างแท้จริง  โดยพร้อมที่จะทำได้ทันทีตลอดเวลา  เพราะไม่มีกิเลสมาเหนี่ยวรั้ง  ให้คอยเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเอง  แม้แต่ความขี้เกียจ

     ความขี้เกียจก็เป็นความเห็นแก่ตนเองอย่างหนึ่ง  คือไม่อยากทำอะไรเพราะเห็นแก่สบาย  อยากให้ตัวเองสบาย คือเห็นแก่ตนจึงขี้เกียจ ไม่อยากทำโน่นทำนี่  ทีนี้ คนที่หมดกิเลสนั้น  ท่านไม่มีกิเลสแม้แต่ความขี้เกียจ  ที่จะมาเหนี่ยวรั้งให้ทำเพื่อตนเอง  ท่านจึงทำเพื่อผู้อื่นได้เต็มที่  เพราะฉะนั้น  พระอรหันต์จึงเป็นตัวอย่างของคนที่บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น

     พระพุทธเจ้าเป็นผู้นำ เป็นโลกนาถ เป็นผู้บำเพ็ญโลกัตถจริยา  เป็นผู้ไม่อยู่นิ่งเฉย  ทรงบำเพ็ญพุทธกิจแต่ละวันไม่อยู่เฉยเลย  ทำงานตลอดวัน เดินไปปฏิบัติหน้าที่  แต่ละวันตื่นเช้าขึ้นมา  ก็นึกถึงคนอื่นก่อน  พอตื่นขึ้นมา พระพุทธเจ้าทำอะไร  พุทธกิจประการแรกคือ พิจารณาว่าวันนี้จะไปโปรดใคร  คือใครมีความพร้อมสมควรไปแนะนำสั่งสอน  ใครเป็นผู้มีปัญญา  ใครเป็นผู้ที่มีอินทรีย์แก่กล้า  เราควรจะไปชุมชนไหน กลุ่นไหน  คนไหน พระพุทธเจ้าพิจารณา แล้วก็เสด็จไปหาไปโปรดเขา

     เวลามีเหตุการณ์กระทบกระเทือนประโยชน์ส่วนรวมเกิดขึ้น  พระอรหันต์นำก่อน  ออกหน้าในการแก้ปัญหา  ขอให้นึกถึงพระมหากัสสปะ จะได้ระลึกไว้เป็นเครื่องเตือนใจ  ให้เห็นปฏิปทาของผู้สำเร็จแล้วหมดกิเลสว่าท่านไม่อยู่นิ่งเฉย

     พระมหากัสสปะนั้นเป็นพระประเภทอยู่ป่า  ท่านอยู่ป่าตลอดชีวิต  เป็นนักถือธุดงค์  พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในทางถือธุดงค์  ถ้ามองในสายตาคนทั่วไป  ก็เห็นว่า ท่านชอบปลีกตัวจากสังคมมากที่สุด

     แต่พอมีเรื่องกระทบกระเทือนส่วนรวมขึ้นมา  คือพอพระพุทธเจ้าปรินิพพาน  มีพระองค์หนึ่งพูดขึ้นมาในทางที่ไม่น่าไว้ใจ  อาจจะกระทบกระเทือนต่อพระศาสนา  พระมหากัสสปะเป็นองค์แรกที่ยกเรื่องขึ้นมาพิจารณา นำเรื่องเข้าที่ประชุมเสนอว่าพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วไม่ทันไร  มีผู้กล่าวถ้อยคำในทำนองที่ไม่น่าไว้วางใจ  ถ้าเราไม่ประมวลหลักธรรมคำสอนให้เป็นหมวดเป็นหมู่ไว้ชัดเจน  แล้ววินิจฉัยกันให้จะแจ้งไว้  ไม่ช้าไม่นานธรรมจะเลอะเลือนหมด คนก็จะถือเอาความสะดวกสบายประพฤติเอาตามใจชอบ  จากคำเสนอของท่านก็เป็นเหตุให้เกิดการสังคายนาขึ้น

     ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในระยะหลังต่อมาก็เหมือนกัน  เวลามีเหตุการณ์อะไรกระทบกระเทือนประโยชน์ส่วนรวมต่อพระศาสนา  พระอรหันต์จะเป็นบุคคลที่ริเริ่มในการยกเรื่องมาเข้าที่ประชุม  แล้วพระอรหันต์ก็จะมาพร้อมเพรียงกันในการประชุมพิจารณาแก้ไขปัญหา

     การประชุมกันนี้ถือเป็นกิจสำคัญของพระสงฆ์  เพราะว่าสงฆ์ก็คือส่วนรวม  สังฆกรรมก็คือการกระทำของสงฆ์ ได้แก่การประชุมกันพิจารณาแก้ไขปัญหา  และจัดการเรื่องราวต่าง ๆ สังฆกรรมนี้เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์  เป็นสิ่งสำคัญในวินัย  เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ซึ่งเป็นตัวอย่างของพระสงฆ์  และเป็นตัวอย่างของบุคคลที่ดีทั้งหมด จึงเป็นผู้นำในการที่จะกระตือรือร้นแก้ไขปัญหาและสิ่งที่กระทบกระเทือนต่อประโยชน์ส่วนรวม  ดังมีคติอยู่ว่า  ให้มีความเคารพสงฆ์ ให้ถือวินัยเป็นสำคัญ

     หัวใจสำคัญของวินัย  คือความเคารพสงฆ์  ต้องถือสงฆ์เป็นใหญ่  การเคารพสงฆ์ก็คือเห็นความสำคัญของประโยชน์ส่วนรวมนั่นเอง

     อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องนำมากล่าวไว้  เพราะมิฉะนั้นแล้วจะทำให้เรามีความไขว้เขว  และมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง  อาตมามองดูว่า  ในสังคมไทยเรากำลังมีภาพอย่างนี้  มีทัศนคติอย่างนี้  คือไปมีความรู้สึกกันว่า ถ้าใครไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรแล้ว  ก็เป็นคนหมดกิเลส  ถ้าอย่างนี้แล้วอันตรายก็จะเกิดขึ้น

 

ปฏิบัติธรรมสำเร็จ วัดด้วยอะไร

     อีกเรื่องหนึ่งที่น่าพิจารณา  คือในการตัดสินผลการปฏิบัติว่าใครก้าวหน้าไปแค่ไหน  ใครเป็นผู้สำเร็จ  ใครบรรลุอรหันต์หรือไม่  จะวัดกันด้วยอะไร

     เรามักจะตื่นเต้นกัน  บางทีก็ตื่นเต้นด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์  เห็นท่านไหนมีอิทธิฤทธิ์  ก็ฮือกันว่า โอ ! ท่านคงจะสำเร็จแล้ว  เป็นพระอรหันต์แล้ว  ใครทำนั่นทำนี่ได้ก็เป็นผู้วิเศษ  บางทีก็ตื่นกันว่าท่านผู้นั้นเข้าสมาธิได้ เห็นโน่นเห็นนี่  มองเห็นสวรรค์วิมาน  แม้แต่ไปพบพระพุทธเจ้าได้  เป็นผู้สำเร็จ หรือบางทีเห็นผู้ที่ถือศีลเคร่งครัดมากเป็นพิเศษ ก็นึกว่าเป็นผู้สำเร็จ

     ทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องที่มองกันไปต่าง ๆ แต่การตรวจสอบผลสำเร็จที่แท้จริงนั้นต้องวัดได้ที่ประสบการณ์ตรงที่ในใจของทุกคนนี่เอง

     พระพุทธเจ้าทรงเห็นแล้วว่า คนเรานี่จะเขวได้ง่าย จึงตรัสหลักในการตรวจสอบไว้  การตรวจสอบด้วยประสบการณ์ตรง ก็คือให้ดูใจของตนเองว่ามีโลภ โกรธ หลงไหม แล้วจะคลายไปได้แค่ไหน  มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้แค่ไหนเพียงไร  มีความคิดประทุษร้ายต่อผู้อื่นหรือไม่ มีความเกลียดชังผู้อื่นหรือไม่   มีความต้องการในทางที่เห็นแก่ตนมากมายแค่ไหนเพียงไร  มีความลุ่มหลงเพลิดเพลินมัวเมาแค่ไหนเพียงไร  ใจตัวเองรู้

     ถึงจะปฏิบัติมีศีลเคร่งครัดแค่ไหนเพียงไร  หรือได้ฌานสมาบัติ  มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไร หรือจะได้สมาธิดื่มด่ำอะไรก็ตาม  ก็ไม่ใช่เป็นเครื่องวินิจฉัย

     ในพระธรรมบทก็มีคาถาซึ่งเป็นพุทธพจน์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสเตือนไว้ว่า  น สีลพฺพตมตฺเตน  เป็นต้น

     คาถานี้มีใจความว่า ภิกษุไม่ว่าจะถือศีลวัตรเคร่งครัดแค่ไหน  ไม่ว่าจะได้เล่าเรียนปริยัติมีความรู้กว้างขวางลึกซึ่งเพียงใด  ไม่ว่าจะได้สมาธิสักเท่าใด  ไม่ว่าจะปลีกตัวไปอยู่ในที่สงัด ไปอยู่ป่า อยู่เขา ขนาดไหน หรือแม้แต่จะได้รู้สึกประจักษ์แก่ตัวเองว่า เรานี้ได้สัมผัสกับความสุขอันประณีตลึกซึ้งภายใน  ที่เรียกว่า เนกขัมมสุข  ซึ่งเป็นความสุขที่ปุถุชนไม่รู้จัก  แม้แต่ได้ความสุขอย่างนั้น  ตราบใดที่ยังไม่สิ้นอาสวะ ก็อย่าเพิ่งวางใจ

     เป็นอันว่ามีพุทธพจน์ตรัสเตือนไว้แล้ว  ที่จริงท่านเตือนพระแต่ละองค์นั่นเอง  ให้วินิจฉัยให้ตรวจสอบตนเอง แต่เราก็สามารถนำมาใช้กันในสังคมได้ด้วยว่า  อย่าไปหลงเพลินวัดกันด้วยสิ่งที่ปรากฏอันน่าทึ่งน่าตื่นเต้น ด้วยการมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์  ด้วยการที่ได้สมาธิ  ด้วยการที่มีความเคร่งครัดเข้มงวดอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดนั้น  เป็นสิ่งที่ท่านไม่ให้วางใจ  สิ่งที่ตรวจสอบได้แท้จริงคือความจางคลายหมดสิ้นไปของความโลภ ความโกรธ ความหลง

     ที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจกันก่อน ซึ่งเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับการปฏิบัติ  ต่อไปนี้จะค่อย ๆ เข้าสู่การปฏิบัติ  เมื่อจะเข้าสู่การปฏิบัติ ก็ต้องมีจุดเริ่มต้นก่อน

การเริ่มและก้าวหน้าในการปฏิบัติ

แรงขับเคลื่อนที่จะเริ่มปฏิบัติธรรม

                    ตอนแรกขอพูดถึงต้นทุนและเครื่องประกอบในการปฏิบัติ  คนเราจะออกเดินทาง  ถ้าจะได้ดีก็จะต้องมีเสบียงเดินทาง  มีทุนและมีเครื่องมือประกอบในการเดินทาง  อาจจะมีเข็มทิศ  มีไม้เท้า  มีไฟฉาย  มีกระติกน้ำ  และมีอะไรต่าง ๆ  นี่เราก็จะเดินทางชีวิตที่เรียกว่าการปฏิบัติธรรม  ก็ต้องมีทุน  มีเสบียง มีเครื่องประกอบเหมือนกัน

          อย่างหนึ่งก็คือทุนเริ่มแรก  เริ่มแรกนี้  มีอะไรเป็นทุนก่อน  เราจะออกเดินทาง  ตอนแรกก็ยังไม่รู้ว่าทางนี้ไปยังจุดหมายที่เราตัองการจริงหรือไม่จริง  แต่เราอาจจะเชื่อตำราเชื่อครูอาจารย์แล้วเราก็มีความมั่นใจ  อย่างน้อยก็มีความเชื่อขนาดหนึ่งละว่าทางนี้คือทางที่จะพาเราไปสู่จุดหมายปลายทาง

          คนที่จะเดินทางชีวิตคือปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน  จะต้องมีความเชื่อขั้นพื้นฐาน  ความเชื่อนี้ท่านเรียกว่า  ศรัทธา

          ศรัทธาในที่นี้  เป็นศรัทธาในความหมายจำเพาะ   ต้องเติมคำว่า  โพธิ  เข้าไป  เป็น  โพธิสัทธา

เติมยาวออกไปอีกหน่อยให้เต็มว่า  ตถาคตโพธิสัทธา  แต่จะเรียกสั้น ๆ  ก็ได้ว่า  โพธิสัทธา

          ตถาคตโพธิสัทธา  นี้ท่านแปลกันว่า  ความเชื่อในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  หมายความว่าอย่างไร  พระพุทธเจ้าเคยเป็นมนุษย์ธรรมดา  ต่อมาพระองค์ได้ตรัสรู้ค้นพบสัจจธรรมก็กลายเป็นพระพุทธเจ้า  ก็หมายความว่ามีปัญญาที่ทำให้คนกลายเป็นพระพุทธเจ้าได้  หรือมนุษย์สามารถพัฒนาปัญญาของตัวเองให้เป็นพุทธได้  เพราะฉะนั้น  เชื่อในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  ก็คือเชื่อในปัญญาที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นพระพุทธเจ้า

                    มนุษย์จะต้องมีปัญญาตัวนี้และมนุษย์ก็สามารถพัฒนาให้เกิดปัญญานี้ขึ้นได้  ตรงกับที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า  เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ที่พัฒนาได้  ถ้าไม่มีความเชื่ออันนี้  ก็ไปไม่รอด  หรือก้าวไปไม่ได้

                    ฉะนั้น  คนที่จะเริ่มต้นปฏิบัติธรรมจะต้องมีความเชื่ออันนี้  คือ มีตถาคตโพธิสัทธา  เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต  คือเชื่อในปัญญาที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นพุทธ  เชื่อว่ามนุษย์นี้สามารถพัฒนาตนเอง  จนกระทั่งมีปัญญาสูงสุด  ตรัสรู้เป็นพุทธได้  เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ที่พัฒนาได้

                    ในเรื่องนี้มีพุทธภาษิตมากมายมาช่วยประกอบ เช่น  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ทนโต  เสฏโฐ  มนุสเสสุ  ในหมู่มนุษย์นี้  มนุษย์ที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐ  ฝึกแล้วคือพัฒนาแล้ว  หรือได้รับการศึกษาแล้ว

                    คำว่า  ทม  แปลว่า  ฝึก  คำว่า ภาวนา  แปลว่า  เจริญหรือพัฒนา  คำว่า  สิกขา  แปลว่า  ศึกษานี้  เป็นศัพท์ที่ใช้แทนกันได้  ใช้แทนกันบ่อย  ฝึกแล้ว ก็หมายถึงมีการศึกษาหรือได้พัฒนาแล้วนั้นเอง  ในบรรดามนุษย์ทั้งหลายนั้น  มนุษย์ที่ฝึกแล้วหรือมีการศึกษาหรือพัฒนาแล้ว  เป็นผู้ที่ประเสริฐสุด

                    พุทธพจน์แห่งหนึ่ง  ตรัสสอนให้คนมีความกล้าหาญเชื่อมั่นในตนเอง  ท่านว่า

                    กลยาณํ  วต  โภ  สกขิ           อตตานํ  อติมญญสิ

                    ท่านเอย  ท่านก็สามารถทำดีได้  ไยจึงมาหมิ่นตนเองเสีย

                    คนจำนวนมาก  ดูถูกตนเอง  นึกว่าตนเองไม่มีความสามารถ  ก็เลยย่อท้อ  ไม่สามารถทำสิ่งที่ดีงาม  พระพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนด้วยพุทธพจน์นี้  ซึ่งเป็นบทหนึ่งที่เร้าใจเรา  มีพุทธพจน์ประเภทนี้หลายแห่งสำหรับเร้าใจอยู่เสมอ  ให้มนุษย์มีความกล้าหาญ  มีความเชื่อมั่นในตนเอง  แต่ไม่ใช่เชื่อมั่นอย่างเลื่อนลอย  ให้เชื่อมั่นในการที่จะพัฒนาตนเองต่อไป  เพราะฉะนั้น  สิ่งเริ่มแรกคือมีโพธิสัทธา  ความเชื่อมั่นในปัญญาตรัสรู้ที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นพุทธได้

                    ตอนนี้จะเข้าสู่ทางแล้ว  พอมีความเชื่อ  ก็เริ่มต้นเดินทางได้

                    ทีนี้  ตัวทางเรียกว่าอะไร  ตัวทางนี้เมื่อกี้ได้ใช้คำหนึ่งว่า  ปฏิปทา  เช่น  มัชฌิมาปฏิปทา  แปลว่า  ทางสายกลาง  แต่คำที่สามัญกว่านั้นคือคำว่า  มรรคา  หรือมรรค  มรรคแปลว่าทาง  และในพระพุทธศาสนานี้หลักธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติทั้งหมด  ก็คือมรรค

                    ตกลงมาสอดคล้องกันที่นี่ชัดเจนเลยว่า  การปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนา  ก็คือ การเดินทาง  ได้แก่การดำเนินชีวิต เพราะว่าหลักธรรมภาคปฏิบัติทั้งหมดของพระพุทธศาสนารวมอยู่ในมรรคทั้งสิ้น

                  

เครื่องช่วยในการปฏิบัติธรรม

                    ตอนนี้เราจะเข้าสู่มรรคแล้ว  แต่ท่านว่าก่อนที่มรรคจะเกิดขึ้น  หรือจะเข้าถึงทางนั้น  จะมีบุพนิมิต  บุพนิมิต  แปลคล้ายๆ คำว่า ลาง  แต่คำว่า  ลาง ก็ไม่เหมาะ  เป็นความเชื่อถือโชคลาง  ก็ไม่ค่อยดี  เอาเป็นว่าหมายถึงสิ่งที่ส่อแสดงหรือเครื่องหมายนำหน้า  คือเครื่องหมายที่แสดงก่อนหน้าที่เหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้น  กล่าวคือ เมื่ออะไรบางอย่างจะเกิดขึ้น  จะมีบุพนิมิตหรือเครื่องหมายที่ส่อแสดงก่อน

                    พระพุทธเจ้าตรัสว่า  เปรียบเหมือนว่า  เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้นมาจะมีแสงอรุณขึ้นมาก่อน เป็นบุพนิมิตฉันใด  ก่อนที่เราจะเข้าสู่มรรคก็จะมีบุพนิมิตของมรรคขึ้นมาก่อน  ฉันนั้น

                    บุพนิมิต  ที่ท่านกล่าวไว้นี้มีถึง  7  ประการด้วยกัน  ซึ่งเป็นเรื่องของการศึกษาทั้งหมด

                    ดังที่ได้บอกแล้วว่า  การปฏิบัตินั้นคือการศึกษาปริยัติและปฏิบัติรวมกันคือการศึกษา  มรรคของเรานั้นรวมลงในอะไร  มรรคมีองค์  8  ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ  จนถึงสัมมาสมาธิ  จัดรวมเข้าเหลือ  3  หมวด  คือ  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  เรียกว่าอะไร  เรียกชื่อว่า  ไตรสิกขา

                    ตกลงว่ามรรคกับสิกขามาชนกันแล้ว  มรรคนั้นแยกออกไป  พอสรุปอีกทีกกลายเป็นสิกขา

                    สิกขาก็คือการทำตัวให้เดินตามมรรค  หมายความว่ามรรคเป็นตัวทางเดิน  มันยังอยู่นิ่งๆ  พอสิกขาขึ้นมาก็คือเราทำตัวให้เดินไปตามมรรค  เมื่อเราทำตัวให้เดินไปทางที่เดินไปนั้นก็เป็นมรรค   เพราะฉะนั้น  มรรคก็คือสิกขา  สิกขาก็คือมรรค  แต่ไม่ใช่อันเดียวกันนะ  ต้องแยกให้ถูก

                    สิกขานั้น  คือการที่เราทำตัวให้เดินไปตามมรรค  ส่วนมรรคก็คือทางที่เราจะเดินด้วยสิกขา

                    ตกลงว่า  มรรคคือการดำเนินชีวิตนี้เป็นเรื่องของการศึกษาทั้งหมด  เพราะฉะนั้น  สิ่งที่เป็นบุพนิมิตของมรรค  ก็เป็นบุพภาพของการศึกษาด้วย

                    ในวงการศึกษานั้น  ถ้าถือตามหลักพระพุทธศาสนาจะมองเห็นตรงนี้เป็นจุดสำคัญ  เราจะเห็นว่าพระพุทธศาสนาแสดงหลักการอะไรบ้าง  ประการที่หนึ่งต้องมีตถาคตโพธิสัทธา  เชื่อในปัญญาการตรัสรุ้ของมนุษย์  ที่ว่ามนุษย์สามารถพัฒนาตนเป็นพุทธะได้  เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ก่อน  ในการศึกษาก็เหมือนกัน  ต้องมีความเชื่อนี้  แล้วก็ต้องมีบุพนิมิต    ประการเหมือนกัน  ถ้าจะดูว่าตรงกันไหม  อย่างน้อยต้องดูว่าพระพุทธศาสนาเสนออะไร  ที่จะมานำมรรคและการศึกษาโดยดูที่บุพนิมิต    ประการนี้

                    บุพนิมิตนั้น  ไม่ใช่เฉพาะว่าเป็นลางหรือเป็นเครื่องหมายที่ส่อแสดงว่า  เราจะเข้าถึงมรรคเท่านั้น  แต่เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งท่านบอกว่า  จะทำให้มรรที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น  มรรคที่เกิดขึ้นแล้วก็จะเจริญเต็มบริบูรณ์ด้วย  หมายความว่า  มันเป็นเครื่องช่วยในระหว่างเดินทางด้วย  กล่าวคือ  ตอนแรกมันเป็นเครื่องช่วยนำเข้าสู่ทาง  แล้วต่อไประหว่างเดินทาง  มันก็เป็นเครื่องช่วยให้เราเดินทางได้ผลดีจนกระทั่งบรรลุจุดมุ่งหมายด้วย  เพราะฉะนั้น  จึงเป็นทั้งตัวนำและตัวช่วย

                    ตัวนำและตัวช่วยที่เรียกว่า บุพนิมิตของมรรคหรือบุพภาคของการศึกษา    ประการ  คืออะไรบ้าง

                    ๑. กัลยาณมิตตตา  ความมีกัลยาณมิตร  ข้อนี้  พุดกันบ่อยๆ  อยู่แล้ว  ท่านเอามายกเป็นข้อที่หนึ่งเลย

                    ความมีกัลยาณมิตร  ถ้าพูดอย่างภาษาง่ายๆ  ก็คือมีสภาพแวดล้อมทางสังคมดี  ซึ่งถ้าจำกัดแคบเข้ามาก็เป้นตัวบุคคล  เช่น พ่อแม่  ครูอาจารย์  โดยเฉพาะครูอาจารย์ซึ่งทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของกัลยาณมิตร  คือการช่วยแนะนำชี้แจงชักนำเด็กเข้าสู่ทางที่ถูกต้อง  ชักนำเข้าสู่การศึกษา  ครูมีหน้าที่ในแง่นี้  จึงเป็นบุพนิมิตของการศึกษา

                    เพราะฉะนั้น  พูดในความหมายหนึ่ง  ครูทำหน้าที่เป็นบุพนิมิตของการศึกษา  ไม่ใช่เป็นตัวการศึกษา  ครูไม่สามารถให้การศึกษาแก่เด็กได้  แต่ครูเป็นผู้สามารถชักนำเด็กเข้าสู่กระบวนการของการศึกษา  เพราะทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร  ตลอดไปจนกระทั่งถึงสื่อมวลชนที่ดี

                    สื่อมวลชนปัจจุบันทำหน้าที่สำคัญในทางการศึกษามาก  รวมทั้งทำลายการศึกษาด้วย  ถ้าเป็นสื่อมวลชนที่ไม่ดีก็ทำลายการศึกษา  ถ้าเป็นสื่อมวลชนที่ดีก็ทำหน้าที่ให้การศึกษา  ปัจจุบันนี้  ดูเหมือนว่าสื่อมวลชนจะทำบทบาททางการศึกษามากยิ่งกว่าครูอาจารย์ในโรงเรียนด้วยซ้ำไป  อันนี้เป็นเรื่องสำคัญประการแรก  คือจะต้องมีกัลยาณมิตร

                    อย่างไรก็ตาม  การมีกัลยาณมิตรนั้น  ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะมาเป็นกัลยาณมิตรให้อย่างเดียว  ตัวเองก็ต้องรู้จักเลือกคบหากัลยาณมิตรด้วย

                    จริงอยู่  เป็นหน้าที่ของสังคม  โดยเฉพาะหัวหน้าที่รับผิดชอบ  เช่น พ่อแม่  ครูอาจารย์  ผุ้ปกครองจะต้องทำตัวเป็นกัลยาณมิตร  สรรหา  และสรรค์สร้างกัลยาณมิตรให้แก่คนในความรับผิดชอบของตน  เช่น  สรรหาและสรรค์สร้างรายการทางสื่อมวลชนที่ดีๆ  เป็นต้น  แก่เด็กและประชาชน  แต่ตัวเด็กและตัวคนนั้นๆ เอง  ก็ต้องรู้จักเลือกคบหากัลยาณมิตรเองด้วย  เช่น รู้จักเลือกคบคน  รู้จักหาแหล่งความรุ้ แหล่งความคิดสร้างสรรค์  รู้จักเลือกบุคคลที่จะนิยมเป็นแบบอย่างในความประพฤติหรือในการครองชีวิต เป็นต้น

                    การศึกษาจะเริ่มต้นจริง  เมื่อคนนั้นเองเริ่มรู้จักหากัลยาณมิตร  พูดง่ายๆ  ว่า  ถ้าเด็กเริ่มรู้จักเลือกดูรายการโทรทัศน์  รู้จักเลือกอ่านหนังสือที่มีประโยชน์  รู้จักคบหาหรือเลือกปรึกษาคน  นั่นคือการศึกษาเริ่มต้นแล้ว  ช่องทางแห่งชีวิตที่ดีงามหรือมรรคได้เปิดขึ้นแล้ว

                    ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมลงลึกในด้านจิตตภาวนา  เช่น จะไปทำกรรมฐาน  ถ้าได้อาจารย์ที่เป็นกัลยาณมิตรหรือรู้จักเลือกกัลยาณมิตร  รู้จักสอบถามปรึกษา  แม้แต่รู้จักเลือกอ่าน  ค้นคว้าหนังสือคู่มืออธิบาย  ก็เป็นเครื่องหมายส่อแสดงถึงความหวัง  ในการที่จะก้าวหน้าต่อไปสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมนั้น

                    ๒. สีลสัมปทา  การทำศีลให้ถึงพร้อม  ศีลคืออะไร  ศีลคือความเป็นระเบียบเรียบร้อยราบรื่นในการดำเนินชีวิตและการอยู่ร่วมในสังคม  เริ่มต้นแต่ความมีวินัยและข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันด้วยดีในสังคม  ความสัมพันธ์ในสังคมที่ดี

                    เมื่อกี้ในข้อ    เรามีสิ่งแวดล้อมที่ดีในสังคม  เป็นเรื่องที่ว่าเราได้จากสังคมให้กับตัว  แต่มาถึงข้อที่    นี้  เรามีส่วนร่วมที่จะต้องให้แก่สังคมบ้าง  และเป็นการเริ่มฝึกตนเองแล้วด้วย  คือฝึกตัวเองให้มีวินัยที่จะไม่ให้ตัวเองไปเป็นเครื่องก่อกวนให้เสียความเรียบร้อยของสังคม  แต่ให้เป็นส่วนร่วมที่ช่วยสร้างความเรียบร้อยราบรื่น

                    สีลสัมปทามีความหมายว่าทำศีลให้สมบูรณ์  ทำศีลให้เต็มขึ้นมา  การทำให้มีศีลขึ้นมานี้ก็หมายถึงว่าต้องสร้างสรรค์ความมีศีล   สัมปทาในที่นี้คือ  การสร้างสรรค์หรือทำให้สมบูรณ์  ทำให้มีขึ้นมาเต็มที่  สีลสัมปทาคือสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม

                    ตัวเองจะต้องมีความสัมพันธ์กับผุ้อื่นดีด้วย  ต้องเกี้อกูลแก่สังคมด้วย  ไม่ใช่เป็นฝ่ายรับจากกัลยาณมิตรอย่างเดียว  ตัวเองจะต้องแสดงออกต่อผู้อื่นในทางที่ไม่เบียดเบียน  ไม่ทำความเดือดร้อนแก่สังคม  จะต้องมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลต่อสังคม  ต่อเพื่อนมนุษย์  แล้วก็จัดระเบียบการดำเนินชีวิตของตนให้ดี

                    ทำไมจะต้องมีศีล  ถ้าอุปมาจะเข้าใจง่าย  ในบ้านหรือที่ทำงาน หรือในห้องที่อยู่ของเรา  ถ้าข้าวของเครื่องใช้วางสุมเกะกะสับสนไปหมด  จะเครื่องไหวจะทำอะไรจะหยิบอะไรใช้ก็ติดขัด  ไม่สะดวก ไม่มีช่องที่จะลง  หาของที่จะใช้ก็ไม่เจอ  จึงต้องจัดวางสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ  ให้เป็นระเบียบเป็นที่เป็นเป็นทางจึงจะอยู่สบายและทำอะไรๆ ได้คล่องสะดวก

                    ชีวิตของเราและสังคมก็เหมือนกัน  ถ้าสับสนวุ่นวายไม่เป็นระเบียบ  เช่นวันหนึ่งๆ  ไม่รู้เลยว่าจะทำอะไร เวลาไหน  อยู่ด้วยกันมีการเบียดเบียน  ต้องหวาดกลัวคอยระแวงระวังอันตราย  ก็ไม่เป็นอันทำอะไร  ไม่มีทางที่จะทำอะไรให้ชีวิตและสังคมเจริญงอกงามขึ้นไปได้  จะทำอะไรก็ไม่มีช่องที่จะลง  จึงต้องมีการจัดระเบียบชีวิตและจัดระเบียบสังคม  อย่างน้อยไม่ให้เป็นอยู่อย่างสับสนวุ่นวาย  ไม่ให้สังคมเต็มไปด้วยการเบียดเบียนละเมิดต่อกัน

                    เมื่อจัดระเบียบชิวิตและการอยู่ร่วมสังคมให้เรียบร้อยดีแล้ว  สภาพชีวิตและความสัมพันธ์ทางสังคมนั้น  ก็เอื้อโอกาสแก่การที่จะทำความดีงาม ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์  หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นๆ  ในทางที่จะพัฒนาชีวิตและพัฒนาสังคมนั้นให้มากและให้ได้ผลดีต่อไป

                    ความมีชีวิตและการอยู่ร่วมกันที่เป็นระเบียบเรียบร้อย  เรียกว่า ศีล  การจัดระเบียบชีวิตและการอยู่ร่วมกันให้เรียบร้อยราบรื่นเรียกว่า วินัย

                    พูดอีกอย่างหนึ่งในทางกลับกันว่า  วินัย  คือ การจัดระเบียบชีวิตและความสัมพันธ์ในสังคมให้เรียบร้อย  เพื่อเอื้อโอกาสต่อการกสร้างสรรค์พัฒนายิ่งๆ  ขึ้นไป  และศีล ก็คือ  ความมีวินัย  หรือความเป็นผู้ตั้งอยู่ในวินัยนั้น

                    พูดให้สั้นอีกสำนวนหนึ่งว่า  วินัย  คือการจัดระเบียบให้เอื้อโอกาสต่อการพัฒนาของชีวิตและสังคม  และศีลคือความเป็นผู้ตั้งอยู่ในวินัยนั้น

                    การที่จะฝึกให้มีศีล  ข้อสำคัญก็คือการมีวินัย  โดยเฉพาะสำหรับพระจะเห็นว่า  การที่จะมีศีลนั้น  หลักสำคัญก็คือการฝึกในเรื่องวินัย  วินัยก็คือระเบียบการดำเนินชีวิตและการอยู่ร่วมในสังคม

                    เพราะฉะนั้น  หลักข้อนี้ก็คือการที่จะต้องสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ที่ดีในทางสังคม  การรู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยดี  โดยไม่เบียดเบียนกัน  โดยเกี้อกูลกัน  และมีระเบียบในการดำเนินชีวิต อันนี้ก็เป็นบุพนิมิตของการศึกษา

                    ๓. ฉันทสัมปทา  การทำฉันทะให้สมบูรณ์  ก็คือการสร้างสรรค์แรงจูงใจที่เรียกว่าฉันทะที่พูดไปแล้ว

                    แรงจูงใจสำคัญมากในการศึกษา  ถ้าไม่มีแรงจูงใจเราจะก้าวเดินไปได้ยาก  เราจะเดินไม่ออกหรือไม่ออกเดิน  เพราะฉะนั้น  จะต้องมีแรงจูงใจ  แต่ต้องเป็นแรงจูงใจที่ถูกต้องคือ  ฉันทะ  คือความใฝ่รู้ และใฝ่ทำหรืออยากรู้อยากทำ  ที่ได้พูดมาแล้ว  ไม่ใช่เอาแต่อยาก ได้อยากมี  อยากเสพ  สำหรับปัจจุบันอย่างน้อยก็ให้เกิดค่านิยมในการผลิต  โดยเลือกผลิตแต่สิ่งที่ดีงาม  มีคุณค่า  ส่งเสริมคุณภาพชีวิต

                    ๔.  อัตตสัมปทา  การทำตนให้สมบูรณ์  หรือพัฒนาตนให้เต็มที่

                    อัตตสัมปทานี้ขอใช้ภาษาอังกฤษหน่อย  คือพอดีมีคำภาษาอังกฤษที่เขาใช้มาตรงกันข้า  เรียกว่า self-actualization  ในจิตวิทยาการศึกษาปัจจุบันนี้  หลักการนี้มีความสำคัญอยู่พอสมควร  self-actualization  ที่จริงอยู่ในอัตตสัมปทานี้เอง

                    เรามีความเชื่อในศักยภาพของมนุษย์อยู่แล้ว  ตามหลักโพธิสัทธา  มาถึงตอนนี้  การสร้างสรรค์ตนเองให้สมบูรณ์ก็คือการพัฒนาศักยภาพนั้นให้เต็มที่

                    อัตตสัมปทานี้เป็นศัพท์ธรรมที่เรามองข้ามไป  แปลกเหมือนกันว่าทำไมเราจึงข้ามหลักนี้ไป  พระพุทธเจ้าตรัสไว้กับข้ออื่นๆ  ในชุดเดียวกันรวมเป็น    ข้อ  และมีเรียงลำดับไว้อย่างนี้  แต่ธรรมชุดนี้ถูกมองข้ามไป  ไม่มีใครสนใจพูดถึง  ข้อไหนบังเอิญปรากฏในที่อื่นด้วยก็มีคนรุ้จัก  แต่หลายข้อในชุดนี้เป็นหลักธรรมที่คนไม่คุ้นเลย  จึงต้องเอามาทบทวนกัน

                    พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า  บุพนิมิตของมรรคข้อที่    คือ อัตตสัมปทา  การสร้างสรรค์ตนเองให้สมบูรณ์  หรือพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เต็มที่  หมายความว่า  ต้องทำศักยภาพของตนให้เต็มบริบูรณ์  ผุ้ที่เป็นปุถุชนก็ต้องพัฒนาตนให้เป็นอารยชน  หรืออริยบุคคล  ผู้ที่เป็นอริยบุคคลอยู่แล้ว  ก็ต้องพัฒนาให้สูงขึ้นไป  ถ้าเป็นโสดาบันก็ก้าวต่อไปให้เป็นพระสกทาคามี  และพระอนาคามีตามลำดับ  จนกว่าจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ถึงความเป็นพระอเสขะ  หลุดพ้นเป็นอิสระโดยสมบูรณ์  จบกระบวนการของการศึกษา

                    อย่างไรก็ตาม  ข้อนี้จะไม่อธิบายมาก  เพราะในความหมายทั่วไปสมัยปัจจุบันก็อธิบายกันอยู่แล้ว  เพียงแต่ให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาได้แสดงไว้เป็นข้อที่    ในบุพนิมิตของการศึกษา  ส่วนที่จะต่างกันก็คือ  ที่ว่าเต็มบริบูรณ์นั้นคืออย่างไร  และการทำให้เต็มนั้นคือทำอย่างไร

                    ๕.  ทิฏฐิสัมปทา  การทิฏฐิให้ถึงพร้อม  หรือการสร้างสรรค์ทิฏฐิให้สมบูรณ์

                    ทิฏฐิคืออะไร  ทิฏฐิคือ ทัศนคติ  ค่านิยม  ความคิดเห็น  ท่าที่ของบุคคลต่อสิ่งต่างๆ  เจตคติ หรือทัศนคติ และค่านิยมมีความสำคัญมากในการศึกษา  พระพุทธเจ้าสอนว่า  จะต้องมีทิฏฐิมีทัศนคติมีค่านิยมที่ถูกต้อง  ในการศึกษานั้น สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำก็คือการพัฒนาในเรื่องทัศนคติและค่านิยม  ซึ่งเรียกว่าทิฏฐิสัมปทา

                    ทัศนคติและค่านิยมที่สำคัญซึ่งพระพุทธศาสนาย้ำก่อนอื่น  ถือว่าเป็นสัมมาทิฏฐิเบื้องต้น  ก็คือการมองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นไปแห่งเหตุปัจจัย  อันนี้เป็นทัศนคติสำคัญในการเมืองโลกเพื่อจะให้เห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง  เด็กของเราได้ฝึกการมองโลกมองชีวิตแบบนี้บ้างไหม

                    หลักการต่างๆ  ในชุดนี้  ว่าที่จริงก็สัมพันธ์กันหมด  แม้แต่แรงจูงใจในการสร้างสรรค์และในการใฝ่รู้  ถ้าเรามีทัศนคติในการมองสิ่งทั้งหลายตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย  ก็จะสนับสนุนให้เราออยากรู้อยากเข้าถึงความจริง  ทำให้เราสืบค้นเหตุปัจจัยของสิ่งทั้งหลาย เพราะการที่จะเข้าถึงความจริงของสิ่งทั้งหลายได้นั้น  จะต้องค้นหาเหตุปัจจัยของมัน

                    หลักความจริงประการสำคัญอย่างหนึ่งก็คือความเป็นไปตามเหตุปัจจัย  พระพุทธศาสนาประกาศหลักการแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัย ทัศนคติหรือท่าทีของมนุษย์ต่อโลก  ที่ควรจะต้องมีประการแรก  ก็คือการมองสิ่งทั้งหลายตามความสัมพันธ์  หรือตามความเป็นไปแห่งเหตุปัจจัย  จะต้องพยายามฝึกกันให้มีทัศนคตินี้  ส่วนท่าทีหรือทัศนคติและค่านิยมที่พึงประสงค์อย่างอื่นจะต้องตามมาทีหลัง  เช่นค่านิยมในการผลิตเป็นต้น

                    ถ้าเรารู้จักมองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง  มองเห็นความเป็นไปตามเหตุปัจจัยแล้ว  มันก็ส่งเสริมการสร้างสรรค์  เพราะการมองเห็นเหตุปัจจัย  ก็คือการมองเห็นกระบวนการเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ  และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย

                    การมองในแนวทางที่จะสืบค้นเหตุปัจจัยย่อมส่งเสริมการอยากรู้ความจริง  และการสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้น  เพราะในการเรียนรุ้กระบวนการแห่งเหตุปัจจัยนั้น  จะทำให้มองเห็นอาการที่สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมีขึ้น  และการที่สิ่งที่เกิดขึ้นมีขึ้นแล้วนั้น  เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดผลดีหรือผลร้ายสืบทอดต่อไปอีกอย่างไร ๆ  ทำให้อยากเห็นการเกิดขึ้นของสิ่งที่ดีงาม  และอยากรู้ความจริงในกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยนั้น

                    ในทางกลับกัน  ความใฝ่รู้และใฝ่สร้างสรรค์  ก็ส่งเสริมการมองหาเหตุปัจจัยด้วย  เพราะเมื่อเด็กอยากจะทำอะไร  อยากจะสร้างสรรค์อะไร  แกจะต้องเรียนรู้เหตุปัจจัยว่า  สิ่งนี้ทำขึ้นมาได้อย่างไร  มีเหตุมีปัจจัย  มีองค์ประกอบอะไรบ้างที่เขาจะต้องทำเพื่อสร้างสรรค์มันขึ้นมา

                    อย่างน้อย  ผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอยู่ในสังคมทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือปฏิบัติธรรมอะไรก็ตาม  เมื่อมองดูตามความสำเร็จหรือความล้มเหลว  ความเจริญหรือความเสื่อมของตนเองก็ตาม  ของผู้อื่นก็ตาม  ถ้ามีทัศนคติที่มองตามเหตุปัจจัย  ก็จะได้พิจารณาสืบค้นหาเพื่อจะได้แก้ไขปัองกันหรือส่งเสริมตามเหตุปัจจัยอย่างถูกต้อง  ไม่ใช่เอาแต่โทษคนโน้นคนนี้  สิ่งโน้นสิ่งนี้เรื่อยไปอย่างเลื่อนลอย

                    นอกจากนั้น  ท่าทีของการมองตามเหตุปัจจัยยังไปสนับสนุนตัวท้ายที่จะพูดต่อไปด้วย  คือทำให้รู้จักคิดพิจารณาสืบสาวหาเหตุปัจจัย  ตามหลักโยนิโสมนสิการ  เพราะฉะนั้น  จึงให้มีการสร้างเสริมหรือสร้างสรรค์ทัศนคติและค่านิยมที่ถูกต้อง  คือให้มีทิฏฐิสัมปทา  เป็นประการที่ 

                    ๖. อัปปมาทสัมปทา  การสร้างสรรค์ความไม่ประมาทให้สมบูรณ์

                    ความไม่ประมาทนั้นคือการมีจิตสำนึกในเรื่องกาลเวลา  และความเปลี่ยนแปลง

             &